<?xml version="1.0" encoding="windows-874"?>
<rss version="2.0">
<channel>
	<image>
		<url>http://www.newspnn.com/V2008/img/logo.gif</url>
		<title>สำนักข่าวประชาธรรม</title>
		<link>http://www.newspnn.com</link>
	</image>
	<title>บริการข่าวรูปแบบใหม่จากสำนักข่าวประชาธรรม : PNN-RSS Service</title>
	<description>ทดสอบการให้บริการข่าวสารรูปแบบใหม่</description>
	<link>http://www.newspnn.com</link>
	<copyright>สำนักข่าวประชาธรรม</copyright>
<item>
						<title>คนรอบเหมืองทองพิจิตรเตรียมฟ้องศาลปกครองยกเลิกประทานบัตร</title>
						<description>&lt;P&gt;ตามที่ชาวบ้านในเขตรอยต่อ 3 จังหวัดพิจิตร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ ได้ออกมาเคลื่อนไหวคัดค้าน การอนุมัติใบประทานบัตรเหมืองแร่เฟส 2 จำนวน 5 แปลงในเขตจังหวัดพิจิตร เนื้อที่ 1,309 ไร่เศษ และ 4 แปลงในเขตจังหวัดเพชรบูรณ์รวมเนื้อที่ 1,156 ไร่เศษ เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2551 ตามคำสั่งกระทรวง อุตสาหกรรม เลขที่26917/15804 ,26920/15807 ,26922/15805 ,26921/15806 และ 26923/15808 ซึ่งนายสุวิทย์ คุณกิตติ อดีตรัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรม (ขณะนั้น) ลงนามอนุมติให้แก่บริษัท อัคราไมนิ่ง จำกัด ในเครือ Kings gate Consolidated NL จากประเทศออสเตรเลีย ที่ได้รับอนุญาตอาชญาบัตรพิเศษ เพื่อการสำรวจแร่ทองคำ  ประทานบัตร เมื่อปี 2536 ไปแล้ว14 แปลง บนเนื้อที่ประมาณ 110,000 ไร่นั้น&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;ล่าสุดกลุ่มชาวบ้านได้เตรียมยื่นฟ้องต่อศาลปกครองกรณีที่กระทรวงอุตสาหกรรมมีคำสั่งให้ประทานบัตรเหมืองทองเฟส 2 โดยไม่ชอบแล้ว&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;น.ส.สื่อกัญญา ธีระชาติดำรง ผู้แทนชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อนจากการอนุญาตประทานบัตรการทำเหมืองแร่ ทองคำและเงินของบริษัท อัคราไมนิ่ง จำกัด จ.พิจิตร เผยว่า เมื่อ ระหว่างวันที่ 20-21 ธันวาคมที่ผ่านมา ได้มีการรวบรวมรายชื่อในพื้นที่เพื่อยื่นฟ้องต่อศาลปกครองขอให้เพิกถอนประทานบัตรที่กระทรวงอุตสาหกรรมมีคำสั่งเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2551 ทั้งหมด เนื่องจากมีกระบวนการที่ไม่ชอบธรรม และขัดต่อกฎหมาย ทั้งนี้ชาวบ้านจำนวน 65 คนได้เซ็นมอบอำนาจให้ตัวแทนจากสภาทนายความยื่นฟ้องต่อไป &lt;/P&gt;
&lt;P&gt;น.ส.สื่อกัญญา กล่าวว่า เดิมทีผู้ได้รับผลกระทบจากเหมืองจะร่วมฟ้องมากกว่านี้ แต่ทางเหมืองใช้กลวิธีหลายอย่างในการลดแรงคัดค้าน เช่น ให้คนในพื้นที่จำนวนหนึ่งเข้าทำงานและขู่ว่าจะเลิกจ้างหากร้องเรียนกับบริษัท ความกังวลเรื่องตกงานไม่เพียงจะส่งผลถึงเจ้าตัว ยังรวมไปถึงญาติของผู้ที่เข้าไปทำงานในเหมืองด้วย หรือไม่ก็ให้ความหวังว่าจะรับซื้อที่ดินจากชาวบ้าน เป็นต้น&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;คนที่นี่รู้กันดีว่ามันมีผลกระทบจริงๆ แรกเริ่มที่ชาวบ้านยินยอมให้เปิดเหมืองในปี 2544 เพราะเชื่อในสิ่งที่ผู้บริหารของบริษัทบอกว่าเหมืองจะทำให้เกิดการสร้างงานให้แก่ทุกคนในชุมชน จะดูแลเรื่องอนามัยและสวัสดิการ เมื่อสิ้นสุดการทำเหมืองขุดแร่ขึ้นมาทั้งหมดแล้ว ก็จะเอาดินกลบปลูกต้นไม้ให้คืนสภาพเดิมตามธรรมชาติ แต่พอเปิดเหมือง ก็รู้ซึ้งว่าความจริงคืออะไร เช่น ชาวบ้านหมู่ 9 เขาหม้อ พบว่าบริษัทไม่ให้ตำแหน่งงานกับทุกคน และหมู่บ้านไม่เคยได้รับการดูแลช่วยเหลือจากทางบริษัท แต่กลับมีผลกระทบต่อประปาหมู่บ้าน ซึ่งเป็นน้ำบาดาลปนเปื้อน ใช้อุปโภคบริโภคไม่ได้ นอกจากนี้ยังต้องเจอปัญหาเรื่องฝุ่นละออง เสียงจากการระเบิดเหมือง จากนั้นมาชาวบ้านก็เริ่มต่อต้านการทำเหมือง เพราะสิ่งที่สัญญาไว้ไม่เป็นจริง เหลือแต่มลพิษที่ทิ้งไว้กับบ้านของเรา &lt;/P&gt;
&lt;P&gt;ปี 2550 ที่มีการประท้วงที่หน้าเหมืองเพราะปัญหาเรื่องน้ำ ชาวบ้านก็พยายามเจรจากับเหมืองให้แก้ปัญหาเรื่องน้ำกินน้ำใช้ ช่วงหนึ่งเขาก็เอาน้ำดื่มลงมาแจกให้ชาวบ้านแต่ไม่ถึง 3 เดือน ทางบริษัทก็ยืนยันว่าตัวอย่างน้ำจากแหล่งธรรมชาติไม่พบการปนเปื้อน ทางบริษัทก็ยกเลิกการแจกน้ำตั้งแต่นั้น จนทุกวันนี้ชาวบ้านต้องรับภาระในการซื้อน้ำกินน้ำใช้เอง เพราะน้ำจากแหล่งธรรมชาติไม่สามารถใช้ได้แล้ว  &lt;/P&gt;
&lt;P&gt;ตอนนี้เมื่อประทานบัตรออกมาแล้ว บริษัทก็เริ่มระเบิดเขาเปิดหน้าดินตลอด 24 ชั่วโมงชาวบ้านได้รับผลกระทบเรื่องเสียง จึงได้ทำหนังสือถึงอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่เขต 3 เชียงใหม่ จนเมื่อวันที่ 23-26 พ.ย.ที่ผ่านมา ได้มีเจ้าหน้าที่มาตรวจให้ โดยเจ้าหน้าที่ก็ยอมรับว่าเสียงเกินมาตรฐานที่กำหนดไว้จริง ส่วนผลการตรวจสอบอย่างเป็นทางการจะออกมาประมาณกลางเดือนมกราคมนี้ ชาวบ้านก็จะติดตามผลจะออกมาอย่างไรกันแน่ เพราะการตรวจสอบก่อนหน้านี้ทั้งหมดล้วนบอกว่าอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานทั้งสิ้น&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;สำหรับการเคลื่อนไหวคัดค้านเหมืองทองเฟส 2 นั้น น.ส.สื่อกัญญา กล่าวเพิ่มเติมว่า จริงๆ บริษัทยื่นของประทานบัตรเหมืองเฟส 2 ตั้งแต่ปี 2548 ก็มีการติดประกาศในหมู่บ้าน หลังจากนั้นไม่ถึง 20 วันชาวบ้านก็รวมตัวคัดค้านตามกฎหมายที่กำหนดไว้ ต่อมาทางบริษัทพยายามจะขอมติของอบต. ซึ่งอบต.ผู้ใหญ่บ้านที่มีส่วนได้เสียก็มีมติเห็นชอบไปโดยไม่ฟังเสียงคัดค้านของประชาชน จากนั้นชาวบ้านก็พยายามรวมกลุ่มร้องเรียนโดยตลอด เช่น ทำหนังสือถึงอบจ. ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร แต่ก็ไม่มีหน่วยงานใดเข้ามาช่วยเหลือ จึงส่งหนังสือถึงกระทรวงที่กรุงเทพ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;อย่างไรก็ตามประสบการณ์ที่ได้จากการร้องเรียนที่ต่างๆ พบว่าข้าราชการและหน่วยงานราชการส่วนใหญ่วางตัวไม่เป็นกลางพยายามช่วยเหลือบริษัทแต่มองข้ามความเดือดร้อนของชาวบ้านกว่า 5 ปีที่มีการเปิดเหมือง จนต่อมารัฐมนตรีสุวิทย์ก็อนุมัติในวันที่ 25 มิถุนายน &lt;/P&gt;
&lt;P&gt;อนึ่ง ประทานบัตรเหมืองทองคำ 9 แปลงนี้ คาดว่าจะมีทองคำบริสุทธิ์อยู่เกือบ 1 ล้านออนซ์ มูลค่าร่วม 3 หมื่นล้านบาท และบริษัทอัคราไมนิ่งฯ ได้พยายามยื่นขอประทานบัตรทำเหมืองทั้ง 9 แปลงนี้มาแล้วหลายครั้ง ตั้งแต่ 28 กุมภาพันธ์ 2548 เป็นต้นมาแต่ไม่ประสบผลสำเร็จ กระทั่ง 21 กรกฎาคม 2551 จึงได้รับการอนุมัติ&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;
&lt;TABLE width=&quot;97%&quot; bgColor=#ffff56 border=1&gt;
&lt;TBODY&gt;
&lt;TR&gt;
&lt;TD&gt;
&lt;P align=center&gt;&lt;B&gt;ลำดับเรื่องราว : การเรียกร้องหาความเป็นธรรมของชาวบ้านเขาหม้อ กรณีผลกระทบจากการอนุญาตสัมปทานเหมืองแร่ทองคำ บริษัท อัคราไมนิ่ง จำกัด&lt;/B&gt;&lt;/P&gt;
&lt;P align=left&gt;&lt;STRONG&gt;***ข้อมูลชุดนี้จัดทำโดยองค์กรชาวบ้าน&lt;/STRONG&gt;&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;&lt;STRONG&gt;กรณีผลกระทบการอนุญาตสัมปทานเหมืองแร่ทองคำบริษัท อัคราไมนิ่ง จำกัด&lt;/STRONG&gt;&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;ชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่ บริษัท อัคราไมนิ่ง จำกัด&amp;nbsp; ได้ยื่นขอประทานบัตรทำเหมืองแร่ทองคำและเงินซึ่งได้รับอนุญาตประทานบัตรมาแล้ว&amp;nbsp; 4&amp;nbsp; แปลงและได้ดำเนินกิจการอย่างเป็นทางการมาแล้วถึง 6 ปีที่ผ่านมาชาวบ้านได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองคือ&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;&lt;STRONG&gt;ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม&lt;/STRONG&gt;&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;1.&amp;nbsp; ฝุ่นละอองจากการระเบิดและขนแร่จากเหมืองไปสู่โรงงานแยกแร่นอกจากนี้ยังมีฝุ่นที่เกิดจากกองดินที่ถูกกองทิ้งส่งผลให้เกิดฝุ่นละอองเมื่อมีลมพัด&amp;nbsp; และมีฝุ่นละอองจับตามบ้านเรือน&amp;nbsp; หลังคาบ้าน&amp;nbsp; เมื่อเวลาฝนตกทำให้น้ำฝนมีสารพิษเจือปน&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;2.&amp;nbsp; น้ำในบ่อแห้งขอด&amp;nbsp; ตื้นเขินทำให้ชาวบ้านไม่มีน้ำกินน้ำใช้&amp;nbsp; ต้องซื้อน้ำกินจากข้างนอกทำให้เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้น&amp;nbsp; น้ำมีตะกอนสีส้มคล้ายสนิมลอยอยู่&amp;nbsp; น้ำปนเปื้อนสารพิษจากการชะล้างของเหมือง&amp;nbsp; แหล่งน้ำธรรมชาติ ห้วยหนอง คลองบึงเหือดแห้ง เคยหาปลากินในหน้าแล้งปัจจุบันน้ำแห้งไม่มีปลาให้หากินอีกต่อไป&amp;nbsp; ชาวนาเคยทำนาได้ผลผลิตดีปัจจุบันลดน้อยถอยลงเคยทำนาได้ถึง 2 ครั้งก็ทำไม่ได้เพราะน้ำไม่เพียงพอเพราะบริษัทฯได้ทำลายแหล่งต้นน้ำที่ส่งน้ำลงสู่ครองล่องหอย ซึ่งแหล่งน้ำที่นี่นับได้ว่าเป็นแหล่งน้ำธรรมชาติที่หล่อเลี้ยงชีวิตชาวบ้านถึง 8&amp;nbsp; หมู่ ซึ่งได้แก่หมู่ที่ 1 บ้านเกาะแก้ว หมู่ที่ 2 บ้านเขาตะพานนาก หมู่ที่ 3 บ้านเขาดิน หมู่ที่ 5 บ้านใดวน หมู่ที่ 6 บ้านเขาโล้น หมู่ที่ 7 บ้านหนองขนาก หมู่ที่ 9 บ้านเขาหม้อ หมู่ที่ 11 บ้านเนินพวง (ตำบลเขาเจ็ดลูกมีทั้งหมด 12 หมู่)&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;3.&amp;nbsp; เสียงดังรบกวนเนื่องจากการทำงานของเครื่องจักรทั้งกลางวันและกลางคืนรบกวนโสดประสาทเป็นอย่างมากอีกทั้งเสียงที่ทำการขุดเจาะหินและเสียงระเบิดหิน&amp;nbsp; การระเบิดเหมืองแต่ละครั้งเกิดการสั่นสะเทือนทำให้บ้านเรือนสั่นสะเทือนชาวบ้านตกใจกลัว หวาดผวาทุกครั้งทั้งเด็กเล็ก คนชรา&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;4.&amp;nbsp; กลิ่น&amp;nbsp; หลังจากการระเบิดภูเขาจะมีกลิ่นเหม็นไหม้ลอยมา&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;5.&amp;nbsp; สภาพแวดล้อม&amp;nbsp; ระบบนิเวศในป่าถูกทำลาย&amp;nbsp; สภาพแวดล้อมเสื่อมโทรม&amp;nbsp; เกิดความแห้งแล้งไปทุกหัวระแหง&amp;nbsp; ป่าที่เคยเป็นแหล่งอาหารของชาวบ้านถูกทำลายส่งผลให้ชาวบ้านไม่มีแหล่งอาหารตามธรรมชาติที่อาศัยพึ่งพากันอีกต่อไปทำให้สภาพความเป็นอยู่ไม่ดี&amp;nbsp; อีกทั้งที่ดินที่เคยทำไร่ทำนาถูกบริษัท อัคราไมนิ่ง จำกัด&amp;nbsp; ซื้อไปแล้วชาวบ้านที่มีอาชีพรับจ้างก็ไม่มีงานทำไม่มีรายได้&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;&lt;STRONG&gt;ปัญหาด้านสุขภาพ&lt;/STRONG&gt;&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;1.&amp;nbsp; ชาวบ้านมีอาการแสบจมูก ไอ จาม หายใจไม่ค่อยสะดวก&amp;nbsp; โดยที่ไม่มีอาการเป็นหวัด&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;2.&amp;nbsp; มีอาการแสบ&amp;nbsp; คันตามผิวหนัง ปวดแสบปวดร้อนเวลามีลมพัดและมีตุ่มขึ้นตามร่างกายเวลาอาบน้ำจากบ่อบาดาลซึ่งเป็นบ่อบาดาลที่เคยใช้กันก่อนจะมีเหมืองเกิดขึ้นแต่เมื่อก่อนไม่เคยเกิดอาการเหล่านี้หลังจากมีเหมืองเกิดขึ้นชาวบ้านก็เริ่มมีอาการเหล่านี้&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;3.&amp;nbsp; ชาวบ้านนำน้ำประปาของหมู่บ้านมาประกอบอาหารและดื่มกินจะมีอาการท้องเสีย&amp;nbsp; ปวดท้องบ่อยครั้ง&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;4.&amp;nbsp; มีอาการ&amp;nbsp; ปวดกระเพาะปัสสาวะและปัสสาวะไม่ค่อยปกติ&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;5.&amp;nbsp; สุขภาพจิตเสื่อมโทรมเนื่องจากการระเบิดหิน&amp;nbsp; ชาวบ้านทั้งลูกเล็กเด็กแดงไปจนถึงคนแก่ในหมู่บ้านจะตกใจ&amp;nbsp; ผวาเมื่อมีการระเบิด&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;6.&amp;nbsp; ร่างกายอ่อนแอลงทุกวัน&amp;nbsp; สุขภาพเสื่อมโทรม&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;7.&amp;nbsp; เครื่องอุปโภคที่ใช้ในชีวิตประจำวันมีฝุ่นละอองจากการทำเหมืองทำให้มีเชื้อโรคและสารพิษปะปนเข้าสู่ร่างกาย&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;&lt;STRONG&gt;ปัญหาด้านชุมชน&lt;/STRONG&gt;&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;1.&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปิดกั้นทางสาธารณประโยชน์ 5 เส้นในพื้นที่หมู่ที่ 9 บ้านเขาหม้อ ชาวบ้านไม่สามารถเข้าใช้เส้นทางเพื่อใช้เป็นเส้นทางลัดเช่นลากผลผลิตการเกษตรไปขาย, เพื่อไปทำนาในที่ดินของตนเอง, ไปหาปลาตามลุ่มน้ำลำคลอง, เข้าพื้นที่ภูเขาหาของป่าที่เป็นแหล่งอาหาร&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;2.&amp;nbsp; มีการสร้างถนนเพื่อเปลี่ยนเส้นทางสายหลักหมายเลข 1344 ซึ่งถนนสายใหม่เกิดอุบัติเหตุอันตรายได้ง่ายเพราะคดเคี้ยว หักศอก ระยะทางไกลกว่าถนนสายเดิมโดยประชาชนไม่เห็นชอบ&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;3.&amp;nbsp; ชุมชนแตกแยกล่มสลาย ชุมชนเคยมีการทำกิจกรรมร่วมกันเช่นทำบุญตักบาตรในวันพระหรือวันเทศกาลสำคัญทางศาสนา เคยอยู่อย่างมีเพื่อนบ้านที่สงบสุขเคยฝากเพื่อนบ้านดูแลบ้านเป็นหูเป็นตา ปัจจุบันต้องคอยระวังขโมย เวลาจะออกไปทำมาหากินต้องห่วงหน้าพะวงหลัง&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;4.&amp;nbsp; ปล่อยน้ำขุ่นข้นลงคลองร่องหอย&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;&lt;B&gt;18 กุมภาพันธ์ 2548&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/B&gt;&lt;B&gt;&lt;/B&gt;&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;บริษัท อัคราไมนิ่ง จำกัด&amp;nbsp; ได้ยื่นขอประทานบัตรจำนวน&amp;nbsp; 5&amp;nbsp; แปลงต่อฝ่ายอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่จังหวัดพิจิตรซึ่งฝ่ายอุตสาหกรรมจังหวัดพิจิตรได้รับจดทะเบียนไว้ (คาดว่ามีแปลงพื้นที่ทางฝั่งเพชรบูรณ์ด้วย)&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;(แปลงที่ 1) คำขอที่ 4/2546&amp;nbsp; มีเนื้อที่ประมาณ&amp;nbsp; 283&amp;nbsp; ไร่&amp;nbsp; 1&amp;nbsp; งาน&amp;nbsp; 65&amp;nbsp; ตารางวา&amp;nbsp; ตั้งอยู่ในหมู่ที่&amp;nbsp; 9&amp;nbsp; บ้านเขาหม้อ&amp;nbsp; ตำบลเขาเจ็ดลูก&amp;nbsp; อำเภอทับคล้อ&amp;nbsp; จังหวัดพิจิตร&amp;nbsp; ดังมีอาณาเขตแจ้งอยู่ในแผนที่ติดท้ายประกาศตามหนังสือที่&amp;nbsp; พจ.0028(2)/279&amp;nbsp; ลงวันที่&amp;nbsp; 18&amp;nbsp; กุมภาพันธ์&amp;nbsp; 2548&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;(แปลงที่ 2) คำขอที่&amp;nbsp; 5/2546 มีเนื้อที่ประมาณ&amp;nbsp; 275&amp;nbsp; ไร่&amp;nbsp; 2&amp;nbsp; งาน&amp;nbsp; 54&amp;nbsp; ตารางวา&amp;nbsp; ตั้งอยู่ในหมู่ที่&amp;nbsp; 9 บ้านเขาหม้อ&amp;nbsp; ตำบลเขาเจ็ดลูก&amp;nbsp; อำเภอทับคล้อ&amp;nbsp; จังหวัดพิจิตร&amp;nbsp; ดังมีอาณาเขตแจ้งอยู่ในแผนที่ติดท้ายประกาศตามหนังสือที่&amp;nbsp; พจ.0028(2)/280&amp;nbsp; ลงวันที่&amp;nbsp; 18&amp;nbsp; กุมภาพันธ์&amp;nbsp; 2548&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;(แปลงที่ 3) คำขอที่&amp;nbsp; 6/2546&amp;nbsp; มีเนื้อที่ประมาณ&amp;nbsp; 293&amp;nbsp; ไร่&amp;nbsp; 2&amp;nbsp; งาน&amp;nbsp; 02&amp;nbsp; ตารางวา&amp;nbsp; ตั้งอยู่ในหมู่ที่ 9 บ้านเขาหม้อ ตำบลเขาเจ็ดลูก อำเภอทับคล้อ จังหวัดพิจิตร&amp;nbsp; ดังมีอาณาเขตแจ้งอยู่ในแผนที่ติดท้ายประกาศตามหนังสือที่ พจ.0028(2)/281 ลงวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2548&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;(แปลงที่ 4) คำขอที่&amp;nbsp; 1/2547&amp;nbsp; มีเนื้อที่ประมาณ&amp;nbsp; 204&amp;nbsp; ไร่&amp;nbsp; 1&amp;nbsp; งาน&amp;nbsp; 26&amp;nbsp; ตารางวา&amp;nbsp; ตั้งอยู่ในหมู่ที่&amp;nbsp; 9 บ้านเขาหม้อ&amp;nbsp; ตำบลเขาเจ็ดลูก&amp;nbsp; อำเภอทับคล้อ&amp;nbsp; จังหวัดพิจิตร&amp;nbsp; ดังมีอาณาเขตแจ้งอยู่ในแผนที่ติดท้ายประกาศตามหนังสือที่&amp;nbsp; พจ.0028(2)/282&amp;nbsp; ลงวันที่&amp;nbsp; 18&amp;nbsp; กุมภาพันธ์&amp;nbsp; 2548&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;1/2546&amp;nbsp; มีเนื้อที่ประมาณ&amp;nbsp; 174&amp;nbsp; ไร่&amp;nbsp; 1&amp;nbsp; งาน&amp;nbsp; 17&amp;nbsp; ตารางวา&amp;nbsp; ตามหนังสือที่&amp;nbsp; พจ.0028(2)/1464&amp;nbsp; ลงวันที่&amp;nbsp; 8&amp;nbsp; กันยายน 2546&amp;nbsp; ตามประกาศอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (ทธ.102)&amp;nbsp; มีเนื้อที่ประมาณ&amp;nbsp; 252&amp;nbsp; ไร่&amp;nbsp; 3&amp;nbsp; งาน&amp;nbsp; 06 ตารางวา&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;หมายเหตุ : ปัจจุบันการขอประทานบัตรจำนวน&amp;nbsp; 5&amp;nbsp; แปลงนี้ ได้รับการอนุมัติโดยนายสุวิทย์&amp;nbsp; คุณกิตติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมเมื่อ วันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ.2551(ก่อนลาออกประมาณ 1 สัปดาห์) และทางเหมืองได้มีนำเครื่องจักรกลหนักเข้าไปดำเนินงานในพื้นที่แล้ว ตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคม 2551&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;&lt;B&gt;28 กุมภาพันธ์ 2548&lt;/B&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/P&gt;
&lt;P&gt;ได้มีการปิดประกาศ ณ ที่ทำการผู้ใหญ่บ้านเขาหม้อหมู่ที่ 9 โดยผู้ใหญ่บ้านเมื่อชาวบ้านได้รับทราบจึงทำหนังสือใช้สิทธิโต้แย้งภายใน&amp;nbsp; 20&amp;nbsp; วันตามปิดประกาศอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;&lt;B&gt;2 มีนาคม 2548&lt;/B&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/P&gt;
&lt;P&gt;ทำหนังสือคัดค้านการขอประทานบัตร&amp;nbsp; เรียนนายกองค์การบริหารส่วนตำบลเขาเจ็ดลูก,เรียนนายอำเภอทับคล้อ,เรียนผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร,อุตสาหกรรมจังหวัดพิจิตร เนื่องจากเกรงว่าจะได้รับผลกระทบกระเทือนทั้งทางด้านสิ่งแวดล้อมทางสังคมและชุมชนอีกทั้งผู้ที่อยู่ในเขตคำขอที่&amp;nbsp; 4/2546&amp;nbsp; และ&amp;nbsp; 6/2546&amp;nbsp; ถูกละเมิดลิดรอนสิทธิ&amp;nbsp; ชาวบ้านได้เรียกร้องเสนอแนะให้ทางบริษัท อัคราไมนิ่ง จำกัด&amp;nbsp; ดำเนินการโยกย้ายราษฎรที่จะได้รับผลกระทบออกจากพื้นที่&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;&lt;B&gt;13 มีนาคม 2548&lt;/B&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/P&gt;
&lt;P&gt;ได้มีหนังสือร้องเรียนขอความเป็นธรรมโดยอ้างถึงหนังสือคัดค้านการขอประทานบัตรการทำเหมืองเมื่อวันที่&amp;nbsp; 2&amp;nbsp; มีนาคม&amp;nbsp; 2548&amp;nbsp; และขอความเป็นธรรมหมู่บ้านเขาหม้อเป็นหมู่บ้านที่มีประชากรอาศัยอยู่ร่วมกันมานานกว่า 40 ปี มีวัด&amp;nbsp; มีโรงเรียน และมีสาธารณูปโภคครบถ้วน มีความมั่นคงในทางสังคมของหมู่บ้านเป็นอย่างดี มีความสมบูรณ์ในทรัพยากรธรรมชาติเพราะมีภูเขาหม้อที่สามารถหาอาหารป่าและเป็นแหล่งต้นน้ำมีอ่างเก็บน้ำและลำคลองไว้ทำการเกษตรและสามารถหาปลามาจุนเจือครอบครัวได้ตลอดทั้งปี เรียนผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร(ผ่านนายอำเภอทับคล้อ จังหวัดพิจิตร) แต่ไม่ได้รับการตอบรับหนังสือจากหน่วยงาน&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;&lt;B&gt;11 พฤษภาคม 2548&lt;/B&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/P&gt;
&lt;P&gt;ได้มีการทำการขอเปิดประชุมเพื่อทำประชาคมหมู่บ้านเพื่อขอมติขอความเห็นชอบกับการขอประทานบัตรของเหมืองแร่ทองคำและเงิน,ขอมติเห็นชอบให้ บริษัท อัคราไมนิ่ง จำกัด&amp;nbsp; ใช้ประโยชน์พื้นที่ป่าไม้ในเขตคำขอประทานบัตร,ขอมติเห็นชอบให้บริษัทฯใช้ประโยชน์และโยกย้ายทางสาธารณะประโยชน์ในโครงการของ บริษัท อัคราไมนิ่ง จำกัด&amp;nbsp; โดยมีส่วนราชการจากทางอำเภอทับคล้อ, ปลัดอำเภอทับคล้อ, ปลัด อบต.เขาเจ็ดลูก, ประธาน อบต. เขาเจ็ดลูก, กำนันเขาเจ็ดลูก, ผู้ใหญ่บ้านเขาหม้อหมู่&amp;nbsp; 9 (นายเกษม หล่อทรัพย์) ร่วมประชุมประชาคมผลการลงประชามติในที่ประชุมชาวบ้านมีความไม่เห็นชอบเกินกึ่งหนึ่ง&amp;nbsp; จากผู้เข้าร่วมประชุมประมาณ&amp;nbsp; 120&amp;nbsp; กว่าคน&amp;nbsp; &lt;/P&gt;
&lt;P&gt;&lt;B&gt;24 พฤษภาคม 2548&lt;/B&gt;&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;ได้ทำหนังสือร้องทุกข์ขอความเป็นธรรมโดยแนบสำเนาหนังสือคัดค้านการทำเหมืองแร่ วันที่&amp;nbsp; 2&amp;nbsp; มีนาคม&amp;nbsp; 2548 และสำเนาหนังสือขอความเป็นธรรมการขอประทานบัตรทำเหมืองแร่ทองคำส่งถึงผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร ผ่านนายอำเภอทับคล้อฉบับวันที่&amp;nbsp; 13&amp;nbsp; มีนาคม 2548&amp;nbsp; นำไปยื่นที่สำนักงานรัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรมและยื่นที่สำนักงานรัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมด้วยตนเองแต่ไม่ได้รับการตอบกลับหนังสือจากหน่วยงานใดเลย&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;&lt;B&gt;3 มิถุนายน 2548&lt;/B&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/P&gt;
&lt;P&gt;ได้มีการเปิดประชุมสภาองค์การบริหารส่วนตำบลเขาเจ็ดลูกขอความเห็นชอบ&amp;nbsp; 1.&amp;nbsp; ขอความเห็นชอบการขอประทานบัตร จำนวน 5 แปลงคือ1/2546, 4/2546, 5/2546, 6/2546, 1/2547&amp;nbsp; 2.&amp;nbsp; ขอความเห็นชอบให้ใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่าไม้,พื้นที่สาธารณประโยชน์ใด ๆ ,พื้นที่จับจองเปล่าหรือพื้นที่ครอบครองสิทธิทำกินและพื้นที่ดำเนินการของนักปฏิรูปที่ดินและการเกษตร(สปก)ภายในเขตคำขอประทานบัตรเลขที่ 1/2546, 4/2546, 5/2546, 6/2546, 1/2547&amp;nbsp; 3.&amp;nbsp; ขอความเห็นชอบ&amp;nbsp; ปิดกั้น ทำลายหรือทำให้เสื่อมประโยชน์แก่ทางหลวงหรือทางน้ำสาธารณะของ บริษัท อัคราไมนิ่ง จำกัด&amp;nbsp; 4.&amp;nbsp; ขอความเห็นชอบการใช้ที่ดิน ส.ป.ก.เพื่อการสำรวจแร่ทองคำในเขต อบต. ของบริษัทไทยโกลบอล เวนเจอร์สจำกัด&amp;nbsp; ซึ่งการปฏิบัติขององค์การบริหารส่วนตำบลเป็นการปฏิบัติโดยมิชอบด้วยระเบียบและขั้นตอนของกฎหมายการขอประทานบัตรการทำเหมืองแร่ซึ่งมีเหตุผลดังต่อไปนี้&amp;nbsp; คือในเขตคำขอประทานบัตรเลขที่&amp;nbsp; 1/2546 และ 4/2546 ยังมีราษฎรอาศัยอยู่ประมาณ&amp;nbsp; 10&amp;nbsp; กว่าราย&amp;nbsp; ยังทำนา,ทำไร่ข้าวโพด,ทำสวนผลไม้&amp;nbsp; ซึ่งไม่เคยได้รับการสอบถามความคิดเห็น&amp;nbsp; อีกทั้งยังมีมติของการประชาคมเมื่อวันที่&amp;nbsp; 11&amp;nbsp; พฤษภาคม&amp;nbsp; 2548&amp;nbsp; ก็มีมติไม่เห็นชอบการขอใช้พื้นที่ป่ามากกว่าเห็นชอบ,ไม่เห็นชอบการขอประทานบัตรและไม่เห็นชอบให้ บริษัท อัคราไมนิ่ง จำกัด&amp;nbsp; ใช้ประโยชน์และโยกย้ายทางสาธารณะในเขตพื้นที่หมู่ 9 บ้านเขาหม้อมากกว่าเห็นชอบ&amp;nbsp; &lt;/P&gt;
&lt;P&gt;&lt;B&gt;14 ตุลาคม 2548&lt;/B&gt;&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;บริษัท อัคราไมนิ่ง จำกัด&amp;nbsp; ได้ทำการขุดเจาะสำรวจบนภูเขาหม้อซึ่งเป็นเขตพื้นที่ตำบลท้ายดง&amp;nbsp; อำเภอวังโป่ง &amp;nbsp;จังหวัดเพชรบูรณ์&amp;nbsp; แต่มีเสียงดังจากการขุดเจาะซึ่งทำงานทั้งกลางวันและกลางคืนสร้างความรำคาญรบกวนโสตประสาทเป็นอย่างมากชาวบ้านจึงได้ทำหนังสือถึงอธิบดีกรมป่าไม้ ร้องขอให้ระงับหยุดทำลายป่าไม้และภูเขาหม้อ ภูเขาลูกนี้เป็นสมบัติส่วนรวมของพวกเราชาวบ้านยังอยู่ในพื้นที่ จึงไม่อยากให้ผู้ใดมาทำลายทรัพยากรของพวกเราไป และเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2548 ก็ได้มีการลงประชามติไม่ให้มีการทำประโยชน์ในพื้นที่ป่าไปแล้ว&amp;nbsp; &lt;/P&gt;
&lt;P&gt;&lt;B&gt;17 มกราคม 2549&lt;/B&gt;&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;บริษัท อัคราไมนิ่ง จำกัด&amp;nbsp; ได้ทำการบุกรุกเจาะสำรวจแร่และทำลายป่าไม้ทางด้านตะวันออกเฉียงใต้ของหมู่บ้านจากพื้นที่ตำบลท้ายดง&amp;nbsp; อ.วังโป่ง&amp;nbsp; จ.เพชรบูรณ์ ข้ามเข้ามายังเขตพื้นที่ป่าไม้ภูเขาหม้อ หมู่ ๙ ตำบลเขาเจ็ดลูก อำเภอทับคล้อ จังหวัดพิจิตร&amp;nbsp; เพื่อป้องกันปัญหาที่ราษฎรจะได้รับผลกระทบจากสิ่งแวดล้อมโดยให้เป็นไปตามมติการประชาคมของหมู่บ้านเขาหม้อหมู่ ๙ ตำบลเขาเจ็ดลูก อำเภอทับคล้อ จังหวัดพิจิตร&amp;nbsp; เมื่อวันที่&amp;nbsp; 11&amp;nbsp; พฤษภาคม&amp;nbsp; 2548&amp;nbsp; ซึ่งมีมติไม่ให้มีการทำประโยชน์ในพื้นที่ป่า จึงทำหนังสือถึงองค์การบริหารส่วนตำบลเขาเจ็ดลูกเพื่อให้ตรวจสอบพื้นที่บุกรุกเจาะสำรวจ&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;&lt;B&gt;17 มิถุนายน 2549&lt;/B&gt;&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;ได้มีการขึ้นไปจะทำการระเบิดบนภูเขาหม้อฝั่งตำบลท้ายดง&amp;nbsp; อำเภอวังโป่ง&amp;nbsp; จังหวัดเพชรบูรณ์&amp;nbsp; ซึ่งได้รับอนุญาตประทานบัตรไปแล้วนั้นเป็นพื้นที่เขตติดต่อจังหวัดพิจิตรหมู่ 9 บ้านเขาหม้อ&amp;nbsp; ตำบลเขาเจ็ดลูก อำเภอทับคล้อ จังหวัดพิจิตร โดยไม่มีการแจ้งให้พื้นที่ใกล้เคียงทราบก่อนล่วงหน้า&amp;nbsp; ดังนั้นชาวบ้านจึงรวมตัวกันไปประท้วงเพื่อไม่ให้ระเบิดบนภูเขาหม้อแต่ทางบริษัทฯได้ส่งตัวแทนมาเจรจากับชาวบ้านได้อ้างว่า บริษัท อัคราไมนิ่ง จำกัด ได้ทำการฝังอัดระเบิดลงในพื้นที่แล้วจึงขอระเบิดก่อนมิฉะนั้นอาจเกิดอันตรายได้หากเกิดฝนตกฟ้าผ่าตรงจุดระเบิดจะทำให้เกิดระเบิดทันทีแต่ชาวบ้านก็ยังไม่ยอมให้ระเบิด&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;&lt;B&gt;20 มิถุนายน 2549&lt;/B&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/P&gt;
&lt;P&gt;ทางอำเภอทับคล้อได้เรียกชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อนพร้อมทั้งฝ่ายบริษัทเหมืองแร่เข้าทำการเจรจาหาข้อสรุปแต่เป็นเพียงวาจาโดยไม่มีการลงลายลักษณ์อักษรก็เลยทำให้บริษัทเหมืองแร่ละเมิดในข้อตกลงกับชาวบ้านที่ว่าจะไม่ให้ชาวบ้านได้รับผลกระทบจากการระเบิดเขา&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;&lt;B&gt;23 มิถุนายน 2549&lt;/B&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/P&gt;
&lt;P&gt;เมื่อเวลาประมาณ 13.00 น. ได้มีการประกาศจากผู้ใหญ่บ้านว่าทาง บริษัท อัคราไมนิ่ง จำกัด&amp;nbsp; จะมีการระเบิดภูเขาหม้อเวลา 17.30 น. ต่อมาเวลาประมาณ 17.10 น.ก็มีการระเบิดบนภูเขาหม้อโดยไม่มีสัญญาณเตือนแจ้งล่วงหน้า&amp;nbsp; &lt;/P&gt;
&lt;P&gt;&lt;B&gt;26 มิถุนายน 2549&lt;/B&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/P&gt;
&lt;P&gt;ชาวบ้านได้ทำหนังสือร้องขอความเป็นธรรมถึงนายอำเภอทับคล้อ จากการระเบิดเขาหม้อ ต่อมา บริษัท อัคราไมนิ่ง จำกัด&amp;nbsp; ยังทำการระเบิดมาอย่างต่อเนื่องการระเบิดก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างร้ายแรงดังนี้&amp;nbsp; 1. มีคนชราและเด็กเล็กเกิดความตกใจกลัวอกสั่นขวัญหายจากเสียงดังของการระเบิดสัตว์เลี้ยงของชาวบ้านพากันตกใจวิ่งแตกตื่น&amp;nbsp; 2. ฝุ่นจากการระเบิดปลิวพัดลอยเข้าบ้านเรือนมองแทบไม่เห็นตัวคน อีกทั้งหลังคาบ้านเรือนและใบไม้มีฝุ่นละอองสีขาวจับจนชาวบ้านไม่กล้าที่จะรองน้ำฝนกินหรือเก็บผักกินเหมือนเมื่อก่อน คนแก่และเด็กเล็กๆ เกิดอาการคันตามผิวหนัง และมีอาการท้องเสียกันบ่อยๆ&amp;nbsp; ต่อมา บริษัท อัคราไมนิ่ง จำกัด&amp;nbsp; ได้ทำการโยกย้ายจ่ายค่าชดเชยให้กับราษฎรออกจากพื้นที่บางส่วนโดยเฉพาะนักการเมืองท้องถิ่น&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;&lt;B&gt;10 เมษายน 2550&lt;/B&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/P&gt;
&lt;P&gt;ราษฎร 3 หมู่บ้านคือราษฎรหมู่ 3 บ้านหนองระมาน, หมู่ 9 บ้านเขาหม้อ ตำบลเขาเจ็ดลูก อำเภอทับคล้อ จังหวัดพิจิตร และบ้านหนองแสง หมู่ 10 ตำบลท้ายดง อำเภอวังโป่ง จังหวัดเพชรบูรณ์ ได้รวมตัวกันประท้วงที่หน้าเหมืองแร่ทองคำและเงินของ บริษัท อัคราไมนิ่ง จำกัด&amp;nbsp; มีตัวแทนของบริษัทฯ, อุตสาหกรรมจังหวัดพิจิตร, ปลัดอำเภอทับคล้อ(นายนาวิน สังฆมาศ)&amp;nbsp; ออกมารับฟังปัญหาของชาวบ้านและนัดวันที่จะให้คำตอบในการแก้ไขราษฎรชาวบ้านจึงยอมแยกย้ายแต่พอถึงวันนัดก็ได้มีการเลื่อนนัดออกไปอีกจนสุดท้าย บริษัท อัคราไมนิ่ง จำกัด&amp;nbsp; ก็ไม่ยอมออกมาเจรจาไม่ดำเนินการแก้ไขใดๆ&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;&lt;B&gt;14 สิงหาคม 2550&lt;/B&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/P&gt;
&lt;P&gt;ชาวบ้านได้ทำหนังสือร้องเรียนเพื่อให้ตรวจสอบการขุดเจาะสำรวจโดยไม่ได้รับอนุญาตอีกครั้ง&amp;nbsp; อีกทั้งชาวบ้านยังสงสัยว่าบริษัทฯได้ย้ายหลักเขตฝั่งทางทิศเหนือรุกล้ำเข้ามายังพื้นที่เขตพิจิตร รวมทั้งหน่วยงานของรัฐวางตัวไม่เป็นกลางเช่นกรณีผู้ใหญ่บ้านเขาหม้อ นายเกษม&amp;nbsp; หล่อทรัพย์ หลังจากได้ขายที่ดินรับค่าชดเชยบ้านไปแล้ว แต่ทาง บริษัท อัคราไมนิ่ง จำกัด&amp;nbsp; ก็ยังให้กลับมาปลูกบ้านในพื้นที่ของเหมืองในหมู่บ้านอีกครั้ง&amp;nbsp; การกระทำเช่นนี้เกรงว่าจะวางตัวไม่เป็นกลางปกป้องผลประโยชน์ให้กับเหมืองถึงนายก อบต.เขาเจ็ดลูก&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;&lt;B&gt;10 กันยายน 2550&lt;/B&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/P&gt;
&lt;P&gt;เจ้าหน้าที่อุตสาหกรรมจังหวัดพิจิตรได้ติดต่อกลับมาทางโทรศัพท์เพื่อนัดวันที่ 12 กันยายน 2550 จะลงสำรวจพื้นที่ตรวจสอบการบุกรุกเจาะสำรวจเขาหม้อโดยไม่ได้รับอนุญาต&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;&lt;B&gt;12 กันยายน 2550&lt;/B&gt;&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;ได้มีคณะเจ้าหน้าที่จากป่าไม้พิจิตร, เจ้าหน้าที่อุตสาหกรรมพิจิตรร่วมกับองค์การบริหารส่วนตำบลเขาเจ็ดลูกและผู้แทน บริษัท อัคราไมนิ่ง จำกัด&amp;nbsp; และชาวบ้านเข้าทำการตรวจสอบและได้พบเห็นจุดตำแหน่งที่ได้มีการบุกรุกเข้ามาเจาะสำรวจโดยไม่ได้รับอนุญาตรวมกันทั้งหมด 3 จุด แต่ละจุดได้พบร่องรอยการตัดไม้เผาป่า&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;&lt;B&gt;22 สิงหาคม 2550&lt;/B&gt;&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;จากคำขอประทานบัตรคำขอที่ 4/2546 และ 5/2546 ได้ครอบทับถนนเส้นทางหลวงหมายเลข 1344&amp;nbsp; ชาวบ้านจึงได้ร้องเรียนไปยังรัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรม,นายกรัฐมนตรี,รัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ขอให้พิจารณามิให้ทำประโยชน์ใด ๆ ในพื้นที่ป่าเขาหม้อและมิให้โยกย้ายถนนเส้นทางหลวงหมายเลข 1344 และได้รับการตอบหนังสือจากกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ที่&amp;nbsp; อก. 0503/4955&amp;nbsp; ลงวันที่&amp;nbsp; 27&amp;nbsp; กันยายน&amp;nbsp; 2550&amp;nbsp; พร้อมสิ่งที่ส่งมาด้วยหนังสือที่ อก. 0503/4954 ลงวันที่ 27 กันยายน 2550&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;&lt;B&gt;24 กันยายน 2550&lt;/B&gt;&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;ได้ทำหนังสือขอคัดค้านการใช้ประโยชน์ป่าไม้เขาหม้อเพื่อทำเหมืองแร่ทองคำ เนื่องจากราษฎรที่อยู่รายล้อมเขตประทานบัตรซึ่งจะอยู่ห่างจากจุดระเบิดหน้าเหมืองน้อยกว่า 500 เมตร ถึงผู้อำนวยการสำนักงานแผนนโยบายและทรัพยากรสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (สผ),ผู้อำนวยการกรองสัมปทานเหมืองแร่ ไปยื่นหนังสือด้วยตนเองและได้รับการตอบหนังสือกลับมา ที่ อก. 0503/5355&amp;nbsp; ลงวันที่&amp;nbsp; 16&amp;nbsp; ตุลาคม 2550 พร้อมสิ่งที่ส่งมาด้วย&amp;nbsp; หนังสือที่ อก. 0503/5354&amp;nbsp; ลงวันที่&amp;nbsp; 16&amp;nbsp; ตุลาคม&amp;nbsp; 2550&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;&lt;B&gt;5 พฤศจิกายน 2550&lt;/B&gt;&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;ได้ทำหนังสือคัดค้านการอนุญาตประทานบัตรของ บริษัท อัคราไมนิ่ง จำกัด ร่วมกับหมู่ที่ 6 บ้านใหม่คลองตาลัด,&amp;nbsp; หมู่ที่ 1 บ้านทุ่งยาว&amp;nbsp; รวมถึงชาวบ้านในตำบลวังโพรง&amp;nbsp; เนื่องจากชาวบ้านได้รับผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมจริงๆ&amp;nbsp; จึงใคร่ขอรับการแก้ไขปัญหาโดยมีความเห็นคัดค้านในการจะอนุญาตให้ใช้ประโยชน์ป่าไม้ถาวรภูเขาหม้อ ซึ่งบริษัท อัคราไมนิ่ง จำกัด ก็คงจะใช้วิธีเดิมคือการเรียกญาติพี่น้องของชาวบ้านที่ทำงานในเหมืองเข้าไปข่มขู่และกดดันโดยผู้บริหารคนไทยและทนายความซึ่งเราชาวบ้านต้องการให้กระทรวงเข้ามาแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง อีกทั้งข้าพเจ้าและชาวบ้านได้สืบค้นและขอรับเอกสารที่สามารถอธิบายถึงเหตุการณ์ต่างๆ ในการต้องระงับการอนุญาต เพื่อรักษาและคงไว้ซึ่งสิทธิเสรีภาพในฐานะประชาชนคนไทยและต้องการให้ท่านได้โปรดให้ความเป็นธรรมแก่ข้าพเจ้าและชาวบ้านในชุมชน&amp;nbsp; ไปยื่นด้วยตนเองถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/P&gt;
&lt;P&gt;&lt;B&gt;8 พฤศจิกายน 2550&lt;/B&gt;&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;อุตสาหกรรมพิจิตรได้นัดผู้เดือดร้อนด้านผลกระทบสิ่งแวดล้อมประมาณ 20 กว่าคน เพื่อมาสอบปากคำแต่ปรากฏว่าชาวบ้านพอได้ทราบข่าวก็มีชาวบ้านผู้ที่ได้รับผลกระทบพากันมาร่วมรับฟังในวันนั้นด้วยประมาณ 100 กว่าคน ซึ่งประกอบด้วยชาวบ้านหนองระมาน, ชาวบ้านเขาหม้อ,ชาวบ้านคลองตาลัด ผลสรุปก็เข้าข้างเหมืองอีก&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;&lt;B&gt;25 ธันวาคม 2550&lt;/B&gt;&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;ได้ทำหนังสือขอทราบความคืบหน้าผลการตรวจสอบพื้นที่บนป่าเขาหม้อว่ากรมทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้เคยอนุญาตให้ บริษัท อัคราไมนิ่ง จำกัด ขุดเจาะสำรวจแร่บนพื้นที่ป่าเขาหม้อหรือไม่&amp;nbsp; ถึงนายกองค์การบริหารส่วนตำบลเขาเจ็ดลูก&amp;nbsp; และได้รับการตอบรับหนังสือ ที่ พจ 71001/31&amp;nbsp; ลงวันที่&amp;nbsp; 17 มกราคม 2551 พร้อมสิ่งที่ส่งมาด้วยคือหนังสือที่ พจ 0013.3/21 ลงวันที่&amp;nbsp; 8 มกราคม 2550&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;&lt;B&gt;26 ธันวาคม 2550&lt;/B&gt;&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;บริษัท อัคราไมนิ่ง จำกัด ได้ไล่ น.ส.สื่อกัญญา&amp;nbsp; ธีระชาติดำรง&amp;nbsp; ออกจาก บริษัท อัคราไมนิ่ง จำกัด โดยยัดข้อกล่าวหาว่า น.ส.สื่อกัญญา&amp;nbsp; ธีระชาติดำรง&amp;nbsp; ได้ไปให้ข่าวกับทางช่อง 5 ทำให้ บริษัท อัคราไมนิ่ง จำกัด เสียหายอย่างรุ่นแรงจึงไม่จ่ายเงินชดเชยใดๆ ให้เลย และให้เก็บของออกจาก บริษัท อัคราไมนิ่ง จำกัด ในวันนั้นเลย&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;&lt;B&gt;8 มกราคม 2551&lt;/B&gt;&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;ได้มีการปิดประกาศขอใช้ทางสาธารณประโยชน์ให้แก่ บริษัท อัคราไมนิ่ง จำกัด ถ้ามีผู้ใดคัดค้านการประกาศให้ยื่นคำคัดค้านต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ภายใน 30 วัน นับแต่วันประกาศเป็นต้นไป&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;&lt;B&gt;20 มกราคม 2551&lt;/B&gt;&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;ได้ทำหนังสือขอจัดทำโครงการป่าชุมชนบ้านเขาหม้อ&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;&lt;B&gt;6 กุมภาพันธ์ 2551&lt;/B&gt;&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;ชาวบ้านได้ทำหนังสือคัดค้านการขอใช้ทางสาธารณะประโยชน์ของ บริษัท อัคราไมนิ่ง จำกัด ได้ใช้สิทธิโต้แย้งทำหนังสือคัดค้านภายใน 30 วัน &lt;/P&gt;
&lt;P&gt;&lt;B&gt;27 กุมภาพันธ์ 2551&lt;/B&gt;&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;ส่งเอกสารเพิ่มเติมโครงการจัดตั้งป่าชุมชนบ้านเขาหม้อ&amp;nbsp; ในการประชุมสมัยสามัญสมัยแรกเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2551 สภา อบต.เขาเจ็ดลูกมีมติเห็นชอบให้ดำเนินการจัดทำโครงการป่าชุมชนบ้านเขาหม้อ&amp;nbsp; &lt;/P&gt;
&lt;P&gt;&lt;B&gt;21 มีนาคม 2551&lt;/B&gt;&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;ขออนุญาตจัดตั้งป่าชุมชนบ้านเขาหม้อเพื่อสนองตอบนโยบายรัฐบาลและรักษาไว้ซึ่งทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพื่อใช้ประโยชน์ร่วมกัน เรียน ฯพณฯ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;&lt;B&gt;23 มิถุนายน 2551&lt;/B&gt;&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;ขอทราบความคืบหน้าการขอจัดทำโครงการป่าชุมชนบ้านเขาหม้อและก็ได้คำตอบจากเจ้าหน้าที่ป่าไม้มาว่า บริษัท อัคราไมนิ่ง จำกัด ได้ยื่นขอใช้ป่าบนเขาหม้อก่อนจึงอนุญาตให้บริษัทฯเป็นผู้ใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่าภูเขาหม้อ&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;&lt;B&gt;1 มีนาคม 2551&lt;/B&gt;&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;ได้ทำหนังสือแสดงความเห็นคัดค้านการอนุญาตประทานบัตรและขอให้จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียฯ เนื่องจากการอนุญาตจะก่อให้เกิดผลกระทบต่อคุณภาพน้ำ คุณภาพอากาศ และระดับเสียงรบกวนทั้งจากการระเบิดและการทำงานของเครื่องจักรที่จะเพิ่มมากขึ้น จะก่อให้เกิดการสูญเสียพื้นที่ป่าซึ่งเคยเป็นแหล่งอาหารของชุมชน และจะก่อให้เกิดการเหือดแห้งของแหล่งน้ำผิวดินซึ่งชาวบ้านเคยใช้ในการเกษตร รวมทั้งไม่เคยจัดให้มีองค์กรอิสระซึ่งประกอบด้วยผู้แทนองค์การเอกชนด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพและความเห็นประกอบก่อนการดำเนินการ ซึ่งข้าพเจ้าและชาวบ้านได้เคยส่งเรื่องราวมาหลายครั้งแล้วที่กระทรวงอุตสาหกรรม รวมถึงหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ไปยื่นด้วยตนเองที่สำนักงานรัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรม, นายกรัฐมนตรี, คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และได้รับการตอบรับหนังสือจากสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ที่&amp;nbsp; นร. 0105.2/87142&amp;nbsp; ลงวันที่&amp;nbsp; 27&amp;nbsp; มีนาคม&amp;nbsp; 2551, และหนังสือจากสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ที่ สม. 0003.05/ต.117 และที่ สม. 0003/1039 เชิญเข้าร่วมประชุม วันที่&amp;nbsp; 3&amp;nbsp; มิถุนายน 2551&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;&lt;B&gt;19 มีนาคม 2551&lt;/B&gt;&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;ได้ไปยื่นส่งเอกสารเพิ่มเติมกรณีชาวบ้านคัดค้านการขอประทานบัตรเหมืองแร่ทองคำและการขอใช้ทางสาธารณะประโยชน์ในการระเบิดเหมือง ที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ&amp;nbsp; และยื่นคัดค้านการอนุญาตประทานบัตรของ บริษัท อัคราไมนิ่ง จำกัด&amp;nbsp; ที่สำนักงานรัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรม&amp;nbsp; &lt;/P&gt;
&lt;P&gt;&lt;B&gt;23 มีนาคม 2551&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/B&gt;&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;ได้ทำหนังสือขอให้ระงับรายงานผลกระสิ่งแวดล้อมสำหรับประกอบการอนุญาตประทานบัตรของบริษัท อัคราไมนิ่ง จำกัด&amp;nbsp; เนื่องจากผู้ขอประทานบัตรอ้างว่าได้รับอนุญาตรายงานมาตรการผลกระทบสิ่งแวดล้อมจากสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp; ซึ่งหน่วยงานราชการไม่ควรอ้างอิงผลการตรวจวัดผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่กำลังทำอยู่ที่หมู่ที่ 3 บ้านหนองระมาน และหมู่ที่ 9 บ้านเขาหม้อเมื่อวันที่ 15 มีนาคม พ.ศ.2551 เนื่องจากเหมืองหยุดการระเบิดและขนแร่มานานแล้ว&amp;nbsp; ดังนั้นระดับการตรวจวัดจึงไม่สามารถนำมาอ้างเพื่อปัดความรับผิดชอบในการทำเหมืองเพื่อประโยชน์ของบริษัทฯอย่างเดียว อีกทั้งการระเบิดหินของผู้ขอประทานบัตรในระยะประชิดหมู่บ้านและที่ดินที่เกษตรกรทำอยู่จะก่อให้เกิดอันตราย&amp;nbsp; ไปยื่นด้วยตนเองต่อเลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, ผู้อำนวยการสำนักวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม, อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ และได้รับการตอบรับหนังสือ ที่ อก. 0506/2512 ลงวันที่ 20 พฤษภาคม 2551 จากกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่&amp;nbsp; &lt;/P&gt;
&lt;P&gt;&lt;B&gt;24 มีนาคม 2551&lt;/B&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/P&gt;
&lt;P&gt;ชาวบ้านได้ทำหนังสือแจ้งสิทธิการใช้ประโยชน์ในที่ดินร่วมกัน บนที่ดินทางสาธารณประโยชน์ในท้องที่หมู่ 9 บ้านเขาหม้อ ต.เขาเจ็ดลูก อ.ทับคล้อ จ.พิจิตร แนบบันทึกวาระการประชุมหมู่บ้านเขาหม้อ วันที่ 20 มีนาคม 2551&amp;nbsp; ยื่นด้วยตนเองต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดพิจิตร, โยธาธิการจังหวัดพิจิตร, ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดพิจิตร, อุตสาหกรรมจังหวัดพิจิตร, นายกองค์การบริหารส่วนตำบลเขาเจ็ดลูก, นายอำเภอทับคล้อ และทางองค์การบริหารส่วนตำบลเขาเจ็ดลูกได้มีหนังสือแจ้งผลการแจ้งสิทธิการใช้ประโยชน์ที่ดินร่วมกันบนที่ดินสาธารณะประโยชน์ในท้องที่หมู่ 9 หนังสือที่ พจ 71001/316 ลงวันที่ 28 มีนาคม 2551 และได้รับหนังสือจากสำนักงานจังหวัดพิจิตร ที่ พจ. 0019.2/4166 ลงวันที่ 10 เมษายน 2551 แต่งตั้งคณะอนุกรรมการออกมาตรวจสอบทางสาธารณประโยชน์&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;&lt;B&gt;18 เมษายน 2551&lt;/B&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/P&gt;
&lt;P&gt;คณะอนุกรรมได้ลงมาตรวจสอบชาวบ้านจึงขอเข้าร่วมในการตรวจสอบด้วยปรากฏว่าทางสาธารณประโยชน์ทั้ง 5 เส้นถูกบริษัทอัคราไมนิ่ง จำกัด ปิดกั้นไม่ให้ใช้เส้นทางมานานถึง 6 ปีแล้วชาวบ้านเข้าไปใช้ประโยชน์ไม่ได้สภาพทางจึงรกร้างหญ้าขึ้นเต็มไปหมดพอเสร็จสินการตรวจเส้นทางก็เป็นเวลาใกล้ 12.00 น. เจ้าหน้าที่จึงนัดให้ไปประชุมต่อที่ ที่ว่าการอำเภอทับคล้อมีชาวบ้านไปร่วมรับฟังประมาณ 20 คน แต่เจ้าหน้าที่ไม่ยอมให้เข้าร่วมประชุมยินยอมให้เข้าร่วมประชุมได้เพียง 2 คนแต่ชาวบ้านก็ขอเพิ่มได้อีก 2 คน หลังจากนั้นก็ได้นั่งรอประมาณ 2 ชั่วโมงเนื่องจากนายอำเภอเรียกคณะอนุกรรมการบางท่านและตัวแทนของบริษัทฯเข้าห้องประชุมอีกห้อง ซึ่งมีชาวบ้านที่นั่งรออยู่ด้านนอกเลยได้เห็นและได้ยินมีการเจรจาต่อรองเรียกร้องเงินกับทางบริษัท อัคราไมนิ่ง จำกัด &lt;/P&gt;
&lt;P&gt;&lt;B&gt;30 เมษายน 2551&lt;/B&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/P&gt;
&lt;P&gt;ได้ยื่นเรื่องชาวบ้านจะได้รับผลกระทบจากการอนุญาตประทานบัตรของบริษัทอัคราไมนิ่ง จำกัด ถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม, อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย, H.E. William Paterson เอกอัครราชทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทย และได้รับการตอบหนังสือที่ร้องเรียนไปเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2551 และวันที่ 30 เมษายน 2551 หนังสือที่ อก. 0503/3223 ลงวันที่&amp;nbsp; 26&amp;nbsp; มิถุนายน 2551&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;&lt;B&gt;27 พฤษภาคม 2551&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/B&gt;&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;ได้ทำหนังสือชี้แจงผลการตรวจสอบการทำเหมืองแร่ทองคำและเงินของ บริษัท อัคราไมนิ่ง จำกัด โดยอ้างถึงหนังสือ ที่ อก. 0506/2512&amp;nbsp; ส่งไปยังผู้อำนวยการสำนักวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม และได้รับการตอบหนังสือจากสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ ทส. 1009.2/4548 ลงวันที่ 18 มิถุนายน 2551 พร้อมสิ่งที่ส่งมาด้วยหนังสือที่ ทส. 1009.2/4305 และ ที่ ทส. 1009.2/4306&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;&lt;B&gt;10 มิถุนายน 2551&lt;/B&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/P&gt;
&lt;P&gt;ได้ทำหนังสือขอรับความคืบหน้าการช่วยเหลือชาวบ้านและการเปิดให้รับฟังความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่ทำเหมืองทองคำและเงิน&amp;nbsp; ถึงฯพณฯ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;&lt;B&gt;21 มิถุนายน 2551&lt;/B&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/P&gt;
&lt;P&gt;ได้ทำหนังสือขอคัดค้านการอนุญาตประทานบัตรเหมืองแร่ทองคำของ บริษัท อัคราไมนิ่ง จำกัด ไปยื่นด้วยตนเองในวันที่ 25 มิถุนายน 2551&amp;nbsp; เรียนประทานคณะกรรมการตาม พ.ร.บ.แร่ เพื่อพิจารณาอนุญาตประทานบัตรแก่ บริษัท อัคราไมนิ่ง จำกัด&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;&lt;B&gt;19 กรกฎาคม 2551&lt;/B&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/P&gt;
&lt;P&gt;ได้ทำหนังสือตอบกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ โดยอ้างถึงหนังสือ อก. 0503/3223&amp;nbsp; ลงวันที่&amp;nbsp; 26 มิถุนายน 2551 เนื่องจากการปิดประกาศการขอประทานบัตรของ บริษัท อัคราไมนิ่ง จำกัด ตามมาตรา 49 แห่งพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2510 เพื่อให้ราษฎรผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้แสดงความคิดเห็นนั้น ผลปรากฏว่าประชาคมหมู่บ้านนั้นมีราษฎรคัดค้านเกินกึ่งหนึ่งและราษฎรแสดงความเห็นคัดค้านภายใน 20 วันมาแล้ว อีกทั้งในปี พ.ศ.2548 นั้น ณ วันที่มีการปิดประกาศการขอประทานบัตรของ บริษัท อัคราไมนิ่ง จำกัด จากอุตสาหกรรมพิจิตรนั้นยังมีราษฎรผู้มีที่ดินที่มีเอกสารสิทธิ์อยู่ในเขตคำขอประทานบัตรเลขที่ 4/2546และ5/2546 ซึ่งผิดกฎหมาย และในการขอความเห็นชอบเรื่องการอนุญาตประทานบัตรจากองค์การบริหารส่วนตำบลเขาเจ็ดลูกที่ยินยอมให้ผู้ขอฯได้รับความเห็นชอบไปนั้นเป็นการกระทำโดยมิชอบ ไม่ฟังเสียงคัดค้านราษฎร และได้รับการตอบกลับหนังสือจากกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ ที่อก. 0503/3984 ลงวันที่&amp;nbsp; 5&amp;nbsp; สิงหาคม&amp;nbsp; 2551&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;&lt;B&gt;22 กรกฎาคม 2551&lt;/B&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/P&gt;
&lt;P&gt;ได้ทำหนังสือร้องทุกข์ขอความเป็นธรรมของราษฎรที่จะได้รับความเดือดร้อนซึ่งอยู่รอบเขตคำขอประทานบัตรของ บริษัท อัคราไมนิ่ง จำกัด ถึงนายกรัฐมนตรี(สมัคร&amp;nbsp; สุนทรเวช)&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;&lt;B&gt;22 กันยายน 2551&lt;/B&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/P&gt;
&lt;P&gt;ได้ทำหนังสือเรียนนายกองค์การบริหารส่วนตำบลเขาเจ็ดลูก เนื่องด้วยบริษัท อัคราไมนิ่ง จำกัด ได้ทำการปิดกั้นถนนเส้นทางหลวงหมายเลข 1344 และทางสาธารณะประโยชน์เส้นป่าสัก&amp;nbsp; เพื่อเจาะสำรวจแร่ และได้รับการตอบหนังสือ ที่ พจ 71001/805&amp;nbsp; ลงวันที่ 22 กันยายน 2551&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;&lt;B&gt;24 กันยายน 2551&lt;/B&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/P&gt;
&lt;P&gt;บริษัท อัคราไมนิ่ง จำกัด ได้ทำการสำรวจแร่ในหมู่บ้านเขาหม้อซึ่งใกล้กับบ้านของชาวบ้านประมาณ 100 เมตร ซึ่งส่งเสียงดังมากทั้งวันเครื่องเจาะสำรวจขนาดใหญ่มีจำนวนประมาณ 5 ตัว และยังดำเนินการเจาะอยู่จนปัจจุบัน&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;&lt;B&gt;1 ตุลาคม 2551&lt;/B&gt;&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;ได้ทำหนังสือเรียนผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการภาคเหนือการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยเพื่อขอให้ชะลอการขยายเขตไฟฟ้าแรงสูงเพื่อการทำเหมืองแร่ทองคำ&amp;nbsp; เนื่องด้วย กฟผ.ได้ขยายย้ายแนวเขตเดินสายไฟฟ้าขนาดแรงดัน 115,000 โวลท์ ช่วง พิจิตร - อัคราไมนิ่ง&amp;nbsp; ระหว่างเสาต้นที่ 33/1-36/2 ในท้องที่ บ้านดงหลง ตำบลท้ายดง อำเภอวังโป่ง จังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งแนวสายส่งที่จะทำการย้ายนั้นบ้างช่วงได้พาดผ่านที่ดินนางยุภา&amp;nbsp; รัตนภักดี โดยที่ดินแปลงดังกล่าวอยู่ในแปลงประทานบัตรที่ บริษัท อัคราไมนิ่ง จำกัด ได้รับอนุญาตให้ทำเหมือง นั้น กฟผ.ได้เข้าไปทำการวัดส่องกล่องและปักเสาเหยียบย่ำข้าวของนางยุภา&amp;nbsp; รัตนภักดี เสียหายและนางยุภา ได้เข้าแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรวังโป่ง จังหวัดเพชรบูรณ์ เพื่อดำเนินคดีแต่บริษัทอัคราไมนิ่ง จำกัด ได้อ้างว่าได้รับอนุญาตจากกรมป่าไม้เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงไม่ยอมรับแจ้งความนางยุภา&amp;nbsp; จึงได้เพียงแค่ลงบันทึกประจำวันไว้แค่นั้น&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;&lt;B&gt;22 - 25 ตุลาคม 2551&lt;/B&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/P&gt;
&lt;P&gt;บริษัท อัคราไมนิ่ง จำกัด ได้ทำการโค่นไม้สักบนเขาหม้อ&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;&lt;B&gt;ตั้งแต่ &lt;/B&gt;&lt;B&gt;26 ต.ค. 2551 จนถึงปัจจุบัน&lt;/B&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/P&gt;
&lt;P&gt;บริษัท อัคราไมนิ่ง จำกัด ได้นำรถขึ้นไปถางบนยอดเขาหม้อ อีกทั้ง บริษัท อัคราไมนิ่ง จำกัด ได้ทำการระเบิดเขาหม้อฝั่งเพชรบูรณ์ หลังจากได้ประทานบัตรใหม่ในเดือน กรกฎาคม 2551 โดยทำการระเบิดตั้งแต่เดือน ตุลาคม 2551 เป็นระยะๆ และการทำงานของเครื่องจักรส่งเสียงดังมา&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;&lt;B&gt;24 พฤศจิกายน 2551&lt;/B&gt;&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;ชาวบ้านได้ทำหนังสือถึงหัวหน้าฝ่ายอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (เขต 3) เชียงใหม่ และไปยื่นหนังสือด้วยตนเอง&amp;nbsp; ขอให้ระงับการทำลายป่าไม้เพื่อทำเหมืองบนเขาหม้อและขอคัดค้านการอนุญาตให้บริษัท อัคราไมนิ่ง จำกัด ทำเหมืองในพื้นที่หมู่ 9 ตำบลเขาเจ็ดลูก อำเภอทับคล้อ จังหวัดพิจิตร&lt;/P&gt;&lt;/TD&gt;&lt;/TR&gt;&lt;/TBODY&gt;&lt;/TABLE&gt;&lt;/P&gt;&lt;br&gt;&lt;font size=1&gt;สำนักข่าวประชาธรรม &amp;nbsp;&gt;&amp;nbsp;ข่าว&amp;nbsp;&gt;&amp;nbsp;ข่าวทรัพยากร/สิ่งแวดล้อม&lt;/font&gt;</description>
						<link>http://www.newspnn.com/detail.php?dataid=6026</link>
						<pubDate>7 Jan 2009 ,08:06:10</pubDate>
						<enclosure url="http://www.newspnn.com/upfiles/cp_n1_07012009_01.jpg"  length="3000" type="image/jpeg" />
					</item><item>
						<title>รวมข้อเสนอเชิงนโยบาย 11 องค์กร ยื่นต่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ</title>
						<description>&lt;P&gt;&lt;FONT color=#0056ff&gt;เครือข่ายองค์กรภาคประชาชน 11 องค์กร ประกอบด้วย เครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย ( คปท.)&lt;B&gt; &lt;/B&gt;คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ เครือข่ายสลัม 4 ภาค เครือข่ายแรงงานนอกระบบ เครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย เครือข่ายผู้หญิงเพื่อความก้าวหน้าและสันติภาพ เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก เครือข่ายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คณะกรรมการรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชน (ครส.) ศูนย์ประสานงานเยาวชนเพื่อประชาธิปไตย (YPD) และคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) ยื่นข้อเสนอเชิงนโยบายต่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี&lt;B&gt; &lt;/B&gt;เพื่อใช้เป็นแนวทางแก้ปัญหาของแต่ละเครือข่าย&lt;B&gt;&lt;/B&gt;&lt;/FONT&gt;&lt;/P&gt;
&lt;P align=center&gt;&lt;B&gt;&amp;nbsp;...........................................&lt;/B&gt;&lt;/P&gt;
&lt;P align=center&gt;&lt;B&gt;ข้อเสนอและมาตรการการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกิน และที่อยู่อาศัยระหว่างภาครัฐและคนจนไร้ที่ดิน&lt;/B&gt;&lt;B&gt;&lt;/B&gt;&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;ภาพรวมปัญหาที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยในประเทศไทย&amp;nbsp; ความขัดแย้งระหว่างคนจนไร้ที่ดินและหน่วยงานภาครัฐ &lt;/P&gt;
&lt;P&gt;&lt;B&gt;ปัญหาพื้นฐาน&lt;/B&gt;&lt;B&gt; &lt;/B&gt;&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;1).ประเทศไทยมีพื้นที่ทั้งหมด 320 ล้านไร่ เป็นพื้นที่ป่าประมาณ 100 ล้านไร่ เป็นพื้นที่การเกษตร 130 ล้านไร่ ทรัพยากรที่ดินในประเทศไทยมีเพียงพอสำหรับการใช้ประโยชน์ของคนไทยทุกคนในประเทศ ถ้าทรัพยากรที่ดินเหล่านี้จะมีการจัดสรร แบ่งปัน และกระจายการถือครองอย่างเป็นธรรม &lt;/P&gt;
&lt;P&gt;2).ข้อมูลจากการวิจัยพบว่าประชาชนโดยส่วนใหญ่ของประเทศคือ ประมาณ 90 % มีที่ดินถือครองแค่ไม่ถึง 1 ไร่ ในขณะที่ประชาชนกลุ่มเล็ก ที่เหลือ 10 % มีที่ดินถือครองคนละ มากกว่า 100 ไร่ ชี้ให้เห็นถึง ความเหลื่อมล้ำของสัดส่วนคนในสังคมไทยที่มีที่ดินน้อยและมีที่ดินมาก &lt;/P&gt;
&lt;P&gt;3).ข้อมูลจากการวิจัยของมูลนิธิสถาบันที่ดินแห่งประเทศไทย ปี 2544 พบว่า 70 % ของที่ดินที่มีการถือครองในประเทศไทยถูกปล่อยทิ้งไว้ให้รกร้างว่างเปล่า ไม่ได้ใช้ประโยชน์ หรือใช้ประโยชน์ไม่เต็มที่ หรือใช้ประโยชน์ไม่ถึง 50 % ประเมินความสูญเสียมูลค่าทางเศรษฐกิจ 127,000 ล้านบาทต่อปี ข้อมูลบ่งชี้ว่า มีคนจำนวนหนึ่งในสังคมไทยถือครองที่ดินจำนวนมากไว้ โดยไม่ได้นำมาใช้ประโยชน์อะไร หากเก็บไว้เพื่อเก็งกำไร เป็นสินค้าเพื่อขายต่อ &lt;/P&gt;
&lt;P&gt;4).ในขณะที่ข้อมูลจากการจดทะเบียนคนจนของกระทรวงมหาดไทยระบุว่า มีประชาชนมาลงทะเบียนว่าตนเองมีปัญหาเรื่องที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยนับรวมได้ 4.2 ล้านปัญหา&amp;nbsp; แบ่งเป็นคนไม่มีที่ดินเลย 1.3 ล้านคน&amp;nbsp; มีที่ดินทำกินอยู่บ้างแต่ไม่พอทำกินแม้ในรูปแบบเศรษฐกิจพอเพียง 1.6 ล้านคน ขอเช่าที่ดินรัฐและครอบครองที่ดินรัฐอยู่ 3 แสนคน&amp;nbsp; รวมแล้วมีเกษตรกรและคนไร้ที่ดินในสังคมไทยทีมีปัญหาที่ดินทำกินไม่น้อยกว่า 3.2 ล้านครอบครัว&amp;nbsp; ข้อมูลจากการสำรวจและการวิจัยเรื่องที่ดินจากทุกสถาบันโชว์ทุกครั้งว่าปัญหาที่ดินเป็นปัญหาที่เกษตรกรทั่วประเทศเห็นว่าสำคัญ และวิกฤตสำหรับเกษตรกรไทย&amp;nbsp; แต่รัฐบาลและหน่วยงานต่างๆ มีเพียงมาตรการสำรวจและศึกษาวิจัยต่อไป&amp;nbsp; โดยไม่มีมาตรการแก้ไขที่เป็นรูปธรรม &lt;/P&gt;
&lt;P&gt;&lt;B&gt;รากฐานของปัญหา &lt;/B&gt;&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;1).การแก้ไขปัญหาเรื่องที่ดินทำกินในสังคมไทยที่ผ่านมา ไม่ได้ตั้งอยู่บนหลักการพื้นฐานการกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรมในสังคม แต่มุ่งเน้นการเร่งรัดการออกเอกสารสิทธิ์ในที่ดินทำกินให้กับเอกชนและเกษตรกร ซึ่งไม่สามารถแก้ไขปัญหาคนไร้ที่ดินได้ &lt;/P&gt;
&lt;P&gt;2).สังคมไทยไม่มีกฎหมายจำกัดการถือครองที่ดิน ใครรวยก็มีสิทธิซื้อที่ดินจำนวนเท่าไรมาถือครองไว้ก็ได้ จะซื้อครึ่งหรือค่อนประเทศก็ไม่มีใครจำกัดสิทธิได้ ในขณะที่คนจนจะสูญเสียที่ดินและไร้ที่ดินทำกินจำนวนกี่ล้านครอบครัวก็ได้&amp;nbsp;&amp;nbsp; รัฐบาลไม่ได้ใช้อำนาจเข้าไปจัดการเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในการถือครองที่ดิน &lt;/P&gt;
&lt;P&gt;3).สังคมไทยไม่มีกฎหมายภาษีที่ดินอัตราก้าวหน้า ซึ่งเป็นมาตรการทางกฎหมายที่สำคัญที่จะทำให้คนที่ถือครองที่ดินจำนวนมากเอาไว้ และไม่ได้ใช้ประโยชน์ ต้องเสียภาษีที่ดินจำนวนมาก&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในระดับที่ไม่สามารถเก็บกักที่ดินไว้เพื่อเก็งกำไร&amp;nbsp;&amp;nbsp; ต้องปล่อยขายที่ดินออกมา ซึ่งจะทำให้รัฐสามารถช้อนซื้อที่ดินเหล่านั้นไว้เพื่อนำมาปฏิรูปจัดสรรให้กับเกษตรกรที่ต้องการที่ดินทำกิน &lt;/P&gt;
&lt;P&gt;4).การปฏิรูปที่ดินของรัฐที่ผ่านมา&amp;nbsp;&amp;nbsp; ไม่ได้เป็นไปตามเจตนารมณ์กฎหมายปฏิรูปที่ดิน ปี 2518 ที่ต้องการให้รัฐใช้อำนาจและมาตรการต่างๆ นำที่ดินที่ถือครองโดยเอกชน มากระจายให้กับคนจนไร้ที่ดิน แต่กลับเบี่ยงเบนประเด็นไปที่การจัดสรรที่ป่าสงวนแห่งชาติให้กับเอกชน &lt;/P&gt;
&lt;P&gt;5).ที่ผ่านมาคนจนไร้ที่ดินและไร้ที่อยู่อาศัย ไม่มีช่องทางและไม่สามารถเข้ามาใช้อำนาจรัฐในการบริการจัดการทรัพยากรที่ดินให้เกิดความเป็นธรรมได้ การแก้ไขปัญหาเรื่องที่ดินรวมศูนย์อำนาจอยู๋ที่ภาครัฐ&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่งผลให้เกิดการคอรัปชั่น ขาดการตรวจสอบ และกรณีพิพาทความขัดแย้งเรื่องที่ดินจำนวนมาก &lt;/P&gt;
&lt;P&gt;&amp;nbsp;&lt;B&gt;ปรากฏการณ์ความขัดแย้ง&lt;/B&gt;&lt;B&gt; &lt;/B&gt;&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;1).ในภาคเหนือ ภาคอีสานและภาคใต้ มีการออกเอกสารที่ดินโดยมิชอบ ผิดกฎหมาย ในหลายกรณีทั้งในที่ดินเอกชน ที่ดินที่ชุมชนใช้ประโยชน์อยู่ เช่น ที่ดินทำกิน ที่ป่าชุมชน ที่สาธารณประโยชน์ และที่ ส.ป.ก.&amp;nbsp; ที่ดินที่ถูกออกเอกสารสิทธิ์โดยมิชอบเหล่านี้&amp;nbsp; ต่อมาได้ถูกนำไปเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันเงินกู้&amp;nbsp; กลายเป็นหนี้เน่า NPL ถูกธนาคารฟ้องร้องยึดและขายทอดตลาด กลายเป็นที่รกร้างว่างเปล่า เมือประชาชนมีมาตรการการแก้ไขปัญหาที่ดินที่เป็นรูปธรรม โดยการเข้าทำกินปฏิรูปการถือครองโดยประชาชน รัฐได้ใช้อำนาจทางกฎหมายกับคนจนไรที่ดินเหล่านี้ด้วยการจับกุมดำเนินคดีความ&amp;nbsp; &lt;/P&gt;
&lt;P&gt;2).ในภาคเหนือ&amp;nbsp;ภาคใต้และภาคอีสาน ด้วยความจำกัดในข้อมูล รัฐได้ประกาศเขตป่าอนุรักษ์และเขตป่าสงวน&amp;nbsp; บนพื้นที่ทำกิน&amp;nbsp; ที่อยู่อาศัย ที่สาธารณประโยชน์และที่ป่าชุมชนของชาวบ้าน&amp;nbsp; ก่อให้เกิดกรณีพิพาทความขัดแย้งระหว่างหน่วยงานภาครัฐ และชาวบ้าน&amp;nbsp; ซึ่งกระบวนการพิสูจน์สิทธิ์ในที่ดินและการแก้ไขปัญหายังถูกรวมศูนย์อยู่ที่ภาครัฐ&amp;nbsp; ปัจจุบันรัฐบาลได้ใช้อำนาจทางกฎหมายทีแข็งกร้าวมากขึ้น&amp;nbsp; นอกจากฟ้องร้องคนจนในคดีอาญาแล้ว&amp;nbsp; ยังฟ้องร้องเพิ่มในคดีแพ่งเรียกร้องให้คนจนจ่ายค่าเสียหายให้กรมอุทยานฯ ครอบครัวละ 2-5 ล้านบาท ต่อครอบครัว &lt;/P&gt;
&lt;P&gt;3).ในภาคอีสานและภาคใต้&amp;nbsp;รัฐได้อนุญาตให้บริษัทเอกชนสัมปทานเช่าพื้นที่ป่าสงวนระยะยาวเพื่อทำกิจการเหมืองแร่ ปลูกพืชเศรษฐกิจ&amp;nbsp;ยูคาลิปตัส&amp;nbsp;ยางพารา&amp;nbsp;และปาล์มน้ำมัน เมื่อเอกชนใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่าเกินกว่าสัญญาเช่า หรือสัญญาเช่าหมดลง&amp;nbsp; คนจนไร้ที่ดินเรียกร้องให้รัฐหยุดสัญญาเช่าแต่ไม่เป็นผล&amp;nbsp; เมื่อประชาชนมีมาตรการแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง&amp;nbsp;โดยการเข้าทำกินปฏิรูปที่ดินการถือครองโดยประชาชน&amp;nbsp; รัฐได้ใช้อำนาจทางกฎหมาย&amp;nbsp; ด้วยการจับกุมดำเนินคดีข้อหารุนแรง นอกจากนี้ ในหลายพื้นที่ของภาคอีสาน และภาคเหนือตอนล่าง รัฐบาลได้ดำเนินการอพยพ ขับไล่ชาวบ้านออกจากพื้นที่ทำกินและที่อยู่อาศัยเดิม โดยไม่มีมาตรการช่วยเหลือแต่ประการใด สภาพปัจจุบัน กลุ่มชาวบ้านดังกล่าวข้างต้นยังอยู่ในภาวะไร้ที่ดินทำกิน ต้องอาศัยแรงงานรับจ้างในการดำรงชีพเป็นด้านหลัก &lt;/P&gt;
&lt;P&gt;4).ในขณะที่ชุมชนสลัมกว่า 3,700 ชุมชนทั่วประเทศ อยู่ในภาวะสั่นคลอน ไม่ได้ถูกรับรองและไม่มั่นคงในที่อยู่อาศัย อยู่ในสภาพที่จะถูกไล่รื้อจากหน่วยงานภาครัฐ และบริษัทธุรกิจเอกชนวันใดก็ได้&amp;nbsp; ปรากฏการณ์ที่กล่าวแล้วข้างต้น คือสภาพปัญหา และข้อพิพาทที่เกิดขึ้นของเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย ซึ่งในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เครือข่ายได้ดำเนินการผลักดันข้อเสนอต่อรัฐบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เร่งรัด และกำหนดมาตรการแก้ไขปัญหาให้ได้ข้อยุติโดยเร็ว แต่อย่างไรก็ตาม กระบวนการแก้ไขปัญหายังคงเป็นไปอย่างล่าช้า และขาดกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนผู้เดือดร้อน ทำให้สภาพปัญหาเหล่านี้ยังคงปรากฏอยู่โดยทั่วไปในหลายพื้นที่ &lt;/P&gt;
&lt;P&gt;กล่าวสำหรับรัฐบาลปัจจุบัน ภายใต้การนำของพรรคประชาธิปัตย์ เครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย ( คปท.) ได้จัดกิจกรรมรำลึก 33 ปี สหพันธ์ชาวนาชาวไร่แห่งประเทศไทย (สชท.) ในวันที่ 17  19 พฤศจิกายน 2550 ณ ลานคนเมือง ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร โดยได้เชิญตัวแทนพรรคการเมืองเข้าร่วมนำเสนอนโยบายการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกิน และที่อยู่อาศัยของเกษตรกร ชาวนา ชาวไร่ และคนจนเมือง ในการนี้ พรรคประชาธิปัตย์ได้ส่งนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฐ์ เป็นตัวแทนเข้าร่วมเวทีดังกล่าวด้วย ซึ่งมีสาระสำคัญที่จะแก้ไขปัญหาได้อย่างเป็นจริง หากมีการผลักดันร่วมกันต่อไป &lt;/P&gt;
&lt;P&gt;หลักการสำคัญของการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกิน : เพื่อสร้างความมั่นคงต่อชีวิตความเป็นอยู่ของคนจนไร้ที่ดิน และคนจนไร้ที่อยู่อาศัยทั่วประเทศ&amp;nbsp; &lt;/P&gt;
&lt;P&gt;1).ที่ดินเป็นทรัพยากรของสังคมและทรัพยากรการผลิตที่สำคัญ&amp;nbsp;&amp;nbsp; สังคมจะต้องมีการกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรม ให้คนจนและเกษตรกรรายย่อยมีที่ดินเป็นของตนเอง&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร และความมั่นคงในที่อยู่อาศัย &lt;/P&gt;
&lt;P&gt;2).รัฐมีหน้าที่ต้องคุ้มครองสิทธิในการอยู่อาศัยและทำมาหากินของเกษตรกรและคนจน โดยคำนึงถึงความเป็นธรรม มิใช่การยึดตามตัวบทกฎหมายที่ขัดแย้งกับสภาพสังคม เศรษฐกิจและวัฒนธรรมของสังคมท้องถิ่น &lt;/P&gt;
&lt;P&gt;3).ที่ดินที่กักตุนไว้เพื่อเก็งกำไร มีเจ้าของ แต่ไม่มีการใช้ประโยชน์ คือตัวบ่งชี้ความไม่เป็นธรรมในการถือครองที่ดิน ควรถูกมาใช้ในการผลิตและจัดสรรให้มีประโยชน์ต่อเกษตรกรไร้ที่ดิน และคนจนไร้ที่อยู่อาศัยอย่างมีประสิทธิภาพ และมีความเหมาะสมในการใช้ที่ดิน &lt;/P&gt;
&lt;P&gt;4).รัฐต้องมีนโยบายและดำเนินการตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ส่วนที่ 8 ด้านที่ดินทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มาตรา 85 แห่งรัฐธรรมนูญ ปี 2550 ที่บัญญัติว่า รัฐมีหน้าที่กระจายการถือครองอย่างเป็นธรรม และดำเนินการให้เกษตรกรมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินเพื่อประกอบเกษตรกรรมอย่างทั่วถึงโดยการปฏิรูปที่ดินหรือวิธีอื่น &lt;/P&gt;
&lt;P&gt;&amp;nbsp;&lt;B&gt;มาตรการเร่งด่วน&lt;/B&gt;&lt;B&gt; &lt;/B&gt;&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;1).ยุติปัญหาการใช้ความรุนแรงของหน่วยงานภาครัฐกับคนจนไร้ที่ดิน ที่ถูกกล่าวหาว่าละเมิดกฎหมายของรัฐ&amp;nbsp;&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; การอพยพโยกย้าย&amp;nbsp; การทำลายชีวิตทรัพย์สิน&amp;nbsp;&amp;nbsp; การใช้กฎหมายข่มขู่และคุกคามชาวบ้านผู้เดือดร้อน &lt;/P&gt;
&lt;P&gt;2).ยุติการจับกุมดำเนินคดีกับชาวบ้านที่มีข้อพิพาทเรื่องที่ดินกับรัฐ&amp;nbsp;&amp;nbsp; จนกว่าการแก้ไขปัญหาในทางนโยบายจะแล้วเสร็จ&amp;nbsp;&amp;nbsp; และกรณีที่มีการจับกุมดำเนินคดีกับชาวบ้านผู้เดือดร้อน ให้รัฐบาลออกกฎหมายนิรโทษกรรมกับชาวบ้านโดยเร่งด่วน &lt;/P&gt;
&lt;P&gt;3).ยุติการไล่รื้อชุมชนแออัด ตั้งคณะกรรมการที่ชุมชนมีส่วนร่วมไกล่เกลี่ยข้อพิพาทที่ดิน ในกรณีพื้นที่ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการแก้ไขปัญหา ให้ราษฎรสามารถเข้าทำประโยชน์ในที่ดินทำกินเดิมได้ โดยมิให้มีการขยายพื้นที่เพิ่มเติมโดยเด็ดขาด &lt;/P&gt;
&lt;P&gt;4).ให้รัฐบาล โดยนายกรัฐมนตรีมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการร่วมในการแก้ไขปัญหาของเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย โดยมีองค์ประกอบของตัวแทนรัฐบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กับผู้แทนเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย ในสัดส่วนที่เท่าเทียมกัน&amp;nbsp; ทั้งนี้ ให้ดำเนินการภายใน 30 วัน ภายหลังการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา &lt;/P&gt;
&lt;P&gt;&amp;nbsp;&lt;B&gt;มาตรการระยะสั้น&lt;/B&gt;&lt;B&gt; &lt;/B&gt;&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;1).จัดตั้งคณะกรรมการในรูปองค์กรอิสระ เพื่อดำเนินการตรวจสอบการถือครอง และทำประโยชน์ที่ดินของเอกชน บริษัทธุรกิจและนักการเมืองที่ถือครองที่ดินขนาดใหญ่ สัญญาเช่าสัมปทานที่ดินรัฐขนาดใหญ่ และเจ้าพนักงานที่ดินที่มีพฤติกรรมไม่เป็นกลาง &lt;/P&gt;
&lt;P&gt;2).เพิกถอนที่ดินที่มีการออกเอกสารสิทธิ์โดยมิชอบ และและที่ดินที่เจ้าของทอดทิ้งไม่ทำประโยชน์ นำมาปฏิรูปการถือครองให้กับคนจนไร้ที่อยู่อาศัยและคนจนไร้ที่ดินทำกิน คุ้มครองและเคารพสิทธิขององค์กรชุมชนท้องถิ่นในการจัดการทรัพยากรที่ดิน และทรัพยากรธรรมชาติเพื่อการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนของคนในสังคมท้องถิ่น โดยไม่ใช้มาตรการทางกฎหมายที่ไม่เป็นธรรมบังคับและล่วงละเมิดสิทธิของสังคมท้องถิ่น &lt;/P&gt;
&lt;P&gt;3).ชะลอการประกาศเขตหรือการขยายเขตอุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า และเขตพื้นที่อนุรักษ์ตามกฎหมายอื่นๆ จนกว่ากระบวนการตรวจสอบพิสูจน์รับรองสิทธิ์ของเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากนโยบาย กฎหมายเหล่านี้จะแล้วเสร็จ &lt;/P&gt;
&lt;P&gt;4).ประกาศนโยบายหยุดการไล่รื้อชุมชนแออัด และตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาการไล่รื้อชุมชน โดยชุมชนมีส่วนร่วม เพื่อทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยข้อพิพาท และแสวงหาแนวทางแก้ปัญหาตามแนวนโยบายบ้านมั่นคง &lt;/P&gt;
&lt;P&gt;5).ให้รัฐบาลมีคำสั่งยุติการดำเนินการผลักดันโครงการคาร์บอนเครดิต ขององค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (ออป.)ที่จะนำพื้นที่สวนป่า ออป. ประมาณ ๒๐๐ แปลงเนื้อที่ทั้งสิ้น ๑.๒ ล้านไร่เข้าร่วมโครงการดังกล่าว ตามข้อตกลงการพัฒนากลไกแบบสะอาด (CDM) ในพิธีสารเกียวโต ทั้งนี้เนื่องจากพื้นที่สวนป่า ออป. หลายแห่งทับซ้อนหรือมีการปลูกสร้างทับที่ทำกินและที่อยู่อาศัยของประชาชน และอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริงของคณะทำงานร่วม ดังนั้น รัฐบาลต้องดำเนินการเร่งรัดตรวจสอบพื้นที่ดังกล่าวข้างต้นให้แล้วเสร็จ จากนั้นให้นำที่ดินมาดำเนินการปฏิรูปที่ดินให้กับประชาชนผู้เดือดร้อนต่อไป &lt;/P&gt;
&lt;P&gt;&lt;B&gt;มาตรการระยะยาว&lt;/B&gt;&lt;B&gt; &lt;/B&gt;&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;1).ดำเนินการแก้ไข เพิกถอนหรือยกเลิกกฎหมายและนโยบาย มติ คำสั่ง ระเบียบข้อบังคับ และกลไกที่มีผลกระทบและปิดกั้นต่อสิทธิของประชาชนในการมีส่วนร่วมจัดการทรัพยากร และการเข้าถึงสิทธิในที่ดินของประชาชน อาทิ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พ.ร.บ. อุทยานแห่งชาติ พ.ร.บ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ร.บ. ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ร.บ. ป่าไม้ พ.ร.บ. สวนป่า และมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 30 มิถุนายน 2541 เป็นต้น &lt;/P&gt;
&lt;P&gt;2).สร้างเสริมความเข้มแข็งของภาคประชาชน ให้ประชาชนเกิดการรวมกลุ่ม เข้ามามีส่วนร่วมในกลไกการกำหนดนโยบายด้านที่ดิน และแนวทางการพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติร่วมกับรัฐ&amp;nbsp;&amp;nbsp; เข้าถึงการตรวจสอบการดำเนินการของหน่วยงานภาครัฐในการบริหารจัดการทรัพยากรที่ดินทุกระดับ &lt;/P&gt;
&lt;P&gt;3).อุดหนุนช่วยเหลือเกษตรกรยากจนอย่างเต็มที่ โดยการยกเลิกหนี้สินอันเกิดจากนโยบายเศรษฐกิจที่ผิดพลาดของรัฐ สนับสนุนระบบเกษตรกรรมยั่งยืนที่ปลอดภัยต่อผู้ผลิตและผู้บริโภค ประกันราคาพืชผลการผลิตให้คุ้มกับตันทุนการผลิตที่เกษตรกรต้องจ่ายไป ช่วยเหลือด้านการแปรรูปผลผลิตและสนับสนุนการขายผลผลิตในตลาดท้องถิ่น ยุติการใช้นโยบายทางเศรษฐกิจและการค้าเสรี ที่บีบให้เกษตรกรทำการผลิตภายใต้กลไกตลาดที่ถูกผูกขาดโดยบริษัทธุรกิจส่งออกขนาดใหญ่ &lt;/P&gt;
&lt;P&gt;4).การกำหนดมาตรการทางด้านกฎหมาย และนโยบายในการกระจายสิทธิการถือครองที่ดินอย่างเป็นระบบ ได้แก่ การแก้ไขพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 โดยรับรองสิทธิการปฏิรูปที่ดินโดยประชาชน การกำหนดอัตราภาษีที่ดินแบบก้าวหน้า การกำหนดเขตคุ้มครองพื้นที่เกษตรกรรม การจัดตั้งธนาคารที่ดิน อนุญาตให้ชุมชนแออัดที่อยู่อาศัยในที่ดินรัฐสามารถเช่าที่ดินเพื่อพัฒนาที่อยู่อาศัยได้ 30 ปี&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;B&gt;&amp;nbsp;&lt;/B&gt;&lt;/P&gt;
&lt;P align=right&gt;&lt;B&gt;&amp;nbsp;&lt;/B&gt;เครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย ( คปท.)&lt;B&gt;&amp;nbsp;&lt;/B&gt;&lt;/P&gt;
&lt;P align=center&gt;&lt;B&gt;.&lt;/B&gt;&amp;nbsp;&lt;/P&gt;
&lt;P align=center&gt;&lt;B&gt;ข้อเสนอเพื่อการปฏิรูปสื่อ&lt;/B&gt;&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;สิทธิและเสรีภาพในการสื่อสารเป็นสิทธิเสรีภาพพื้นฐานของประชาชนทุกคนในสังคมประชาธิปไตย รัฐบาลมีหน้าที่ความรับผิดชอบในการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิและเสรีภาพนี้ สำหรับสถานการณ์ของสังคมไทยในปัจจุบัน การปฏิรูปสื่ออย่างจริงจังเป็นหนทางสำคัญในการเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายได้เข้าถึงสื่ออย่างอิสระและได้แสดงออกซึ่งสิทธิเสรีภาพในการสื่อสารอย่างเท่าเทียมกันเพื่อก้าวสู่สังคมประชาธิปไตยเต็มรูปแบบ&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;1. &lt;B&gt;รับรองและให้หลักประกันกับสื่อภาคประชาชน&lt;/B&gt; ซึ่งหมายความถึงสื่อวิทยุชุมชน โทรทัศน์ในท้องถิ่น และสื่อชุมชนอื่นๆ โดยให้สื่อภาคประชาชนได้รับการปกป้องสิทธิในการดำเนินการและมีเสรีภาพในการสื่อสารอย่างแท้จริง &lt;/P&gt;
&lt;P&gt;2.&amp;nbsp;&lt;B&gt;ปฏิรูปสื่อของรัฐให้เป็นสื่อสาธารณะ&lt;/B&gt; เพื่อให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบทั้ง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2543 และ พ.ร.บ.การประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2551&amp;nbsp; โดยเฉพาะสื่อวิทยุโทรทัศน์ในเครือข่ายกรมประชาสัมพันธ์ กองทัพ ต้องปฏิรูปให้เป็นสื่อสาธารณะโดยพลัน &lt;/P&gt;
&lt;P&gt;3.&amp;nbsp;&lt;B&gt;เปิดให้สื่อท้องถิ่นเชิงพาณิชย์ดำเนินการ&lt;/B&gt; โดยให้สิทธิเสรีภาพในการประกอบกิจการในระดับท้องถิ่น เช่น วิทยุท้องถิ่น โทรทัศน์และเคเบิลท้องถิ่น&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/P&gt;
&lt;P align=right&gt;คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ&amp;nbsp;&lt;/P&gt;
&lt;P align=center&gt;&lt;B&gt;.............................................................&lt;/B&gt;&lt;B&gt;&amp;nbsp;&lt;/B&gt;&lt;/P&gt;
&lt;P align=center&gt;&lt;B&gt;ข้อเสนอและมาตรการแก้ไขปัญหาด้านชุมชนแออัดและคนจนเมือง&lt;/B&gt;&lt;B&gt;&lt;/B&gt;&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;B&gt;1. ปัญหาการไล่รื้อคนจนไปนอกเมือง&lt;/B&gt;&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปัญหานี้เกิดจากวิสัยทัศน์ของผู้บริหารทั้งในระดับรัฐบาลและท้องถิ่น&amp;nbsp;&amp;nbsp; ที่มักมองคนจนในชุมชนแออัดเป็นผู้บุกรุกที่ต้องรื้อย้ายออกไป&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพื่อนำพื้นที่มาพัฒนาเมือง&amp;nbsp; รูปธรรมล่าสุดของวิสัยทัศน์ดังกล่าวก็คือ&amp;nbsp;&amp;nbsp; แนวคิดของนายสมัคร&amp;nbsp;&amp;nbsp; สุนทรเวช&amp;nbsp;&amp;nbsp; อดีตนายกรัฐมนตรี&amp;nbsp;&amp;nbsp; ที่ต้องการย้ายสลัม 1,700 แห่ง&amp;nbsp; ในเขตกรุงเทพมหานครออกไปนอกเมืองเพื่อสร้างให้กรุงเทพฯเป็นเมืองน่าอยู่&amp;nbsp;&amp;nbsp; วิสัยทัศน์การพัฒนาแบบย้ายสลัมออกไปนอกเมืองจึงเป็นวิสัยทัศน์ที่มองไม่เห็นหัวคนจน&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ไม่เข้าใจประวัติศาสตร์ของการพัฒนาเมืองที่คนจนเป็นกำลังแรงงานในการสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจให้กับเมืองมาโดยตลอด&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;&lt;B&gt;ข้อเสนอ&lt;/B&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/P&gt;
&lt;P&gt;ต้องการให้รัฐบาลยกเลิกวิสัยทัศน์ในการย้ายสลัมไปนอกเมือง&amp;nbsp;&amp;nbsp; และต้องการให้มีนโยบายปรับปรุงและพัฒนาชุมชนแออัดในพื้นที่เดิมให้พ้นจากความเป็น สลัม โดยการจัดหาที่ดินของรัฐ&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งที่ดินของกรุงเทพมหานคร&amp;nbsp; ที่ดินราชพัสดุ&amp;nbsp;&amp;nbsp; ที่ดินการรถไฟฯ&amp;nbsp;&amp;nbsp; ที่ดินการท่าเรือฯ&amp;nbsp;&amp;nbsp; ที่ดินกรมศาสนา&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพื่อนำมาให้ชุมชนเช่าปรับปรุงที่อยู่อาศัยระยะยาว 30 ปี &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;ส่วนการไล่รื้อในที่ดินเอกชนที่เจ้าของที่ดินมักใช้กระบวนการทางกฎหมายในการขับไล่นั้น&amp;nbsp;&amp;nbsp; รัฐบาลต้องตั้งคณะกรรมการกลางที่ประกอบด้วยผู้แทนจากทุกภาคส่วนโดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เป็นประธาน&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพื่อเป็นกลไกในการเจรจาไกล่เกลี่ยข้อพิพาท&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งนี้เพื่อมิให้เกิดการใช้ความรุนแรงในการบังคับไล่รื้อชุมชน&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;&lt;B&gt;2. ปัญหางบประมาณในการแก้ปัญหาที่อยู่อาศัย&lt;/B&gt;&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ( พอช. )&amp;nbsp; ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐที่ดำเนิน โครงการบ้านมั่นคง&amp;nbsp; เพื่อแก้ไขปัญหาของชุมชนแออัดตามนโยบายของรัฐบาล&amp;nbsp;&amp;nbsp; กำลังอยู่ในสถานการณ์ขาดงบประมาณหมุนเวียนในเรื่องสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย&amp;nbsp;&amp;nbsp; งบประมาณเดิมที่ พอช. มีอยู่ ไม่เพียงพอต่อการสนับสนุนสินเชื่อในการปลูกสร้างบ้านของชาวชุมชนที่ พอช. ตั้งเป้าหมายในการทำโครงการไว้ถึง 300,000 ครอบครัว&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่รัฐบาลจะต้องเพิ่มงบประมาณด้านสินเชื่อแก่ พอช.&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;&lt;B&gt;ข้อเสนอ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/B&gt;&lt;B&gt;&lt;/B&gt;&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;ต้องการให้รัฐบาลเพิ่มงบประมาณด้านสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยแก่สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ( พอช. )&amp;nbsp;&amp;nbsp; เป็นจำนวนเงิน 5,000 ล้านบาท&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยเป็นเงินให้เปล่าที่ทยอยให้แก่ พอช. ปีละ 1,000 ล้านบาท&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพื่อเป็นกองทุนหมุนเวียนด้านสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยสำหรับชาวชุมชนแออัด&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;&lt;B&gt;3. ปัญหาเรื่องกฎระเบียบในการปลูกสร้างอาคาร&lt;/B&gt;&lt;B&gt;&lt;/B&gt;&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เนื่องจาก พ.ร.บ.ควบคุมอาคารได้กำหนดมาตรฐานการก่อสร้างไว้สูงมากจนชุมชนไม่สามารถทำตามได้&amp;nbsp; เช่น กำหนดให้การปลูกบ้านต้องห่างจากชายที่ดินข้างละ 2 เมตร ขณะที่ชุมชนมีที่ดินเพียง 10 ตารางวา กว้างเพียง 4 เมตร ไม่สามารถทำตามกฎได้&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในอดีต มีชุมชนที่ทำตามนโยบายของรัฐบาลแต่กลับถูกหน่วยราชการฟ้องจนศาลตัดสินให้รับโทษรอลงอาญาและเสียค่าปรับไปแล้วดังกรณีชุมชนบ่อนไก่&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ที่ผ่านมารัฐบาลสมัยพลเอกสุรยุทธ์&amp;nbsp;&amp;nbsp; จุลานนท์&amp;nbsp; ได้ดำเนินการแก้ไขพระราชบัญญัติควบคุมอาคารเพื่อผ่อนปรนกฏระเบียบในการปลูกสร้างบ้านของชาวชุมชนแออัด&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่ยังไม่มีการออกกฏกระทรวงมารองรับการผ่อนปรน&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;&lt;B&gt;ข้อเสนอ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/B&gt;&lt;B&gt;&lt;/B&gt;&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;ต้องการให้รัฐบาลเร่งรัดการออกกฎกระทรวงเพื่อผ่อนปรนการปลูกสร้างอาคารของบ้านเรือนใน โครงการบ้านมั่นคง&amp;nbsp;&amp;nbsp; ให้แล้วเสร็จภายในไตรมาสแรกของปี 2552&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;&lt;B&gt;4. ปัญหาคนไร้บ้าน&lt;/B&gt;&lt;B&gt;&lt;/B&gt;&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คนไร้บ้านที่นอนตามพื้นที่สาธารณะในกรุงเทพฯซึ่งมีจำนวนเกือบ 5,000 คน ต้องคอยหวาดหวั่นกับนโยบายจับกุมพวกเขาไปเข้าค่ายฝึกอาชีพที่ปากเกร็ด&amp;nbsp;&amp;nbsp; ธัญญบุรี&amp;nbsp; และที่บางละมุง&amp;nbsp;&amp;nbsp; จากคำบอกเล่าของคนไร้บ้าน&amp;nbsp; สถานที่ดังกล่าวมีสภาพคล้ายที่กักกันสิทธิเสรีภาพของประชาชนมากกว่าสถาบันที่ส่งเสริมการพัฒนา&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดังนั้นการจับกุมคนไร้บ้านจึงไม่ใช่วิธีการแก้ไขปัญหาในเชิงอารยะแต่อย่างใด&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;&lt;B&gt;ข้อเสนอ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/B&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/P&gt;
&lt;P&gt;ต้องการให้รัฐบาลมีนโยบายให้หน่วยงานรัฐหยุดกวาดจับคนไร้บ้าน&amp;nbsp;&amp;nbsp; และให้สนับสนุนที่ดินในเมืองรวมทั้งงบประมาณในการก่อสร้างศูนย์พักคนไร้บ้านตามจุดต่างๆ เช่น สถานีหมอชิตใหม่&amp;nbsp; บริเวณใต้ทางด่วนอาคารศรีจุลทรัพย์&amp;nbsp; และย่านรังสิต&amp;nbsp; ดังที่เครือข่ายสลัม 4 ภาค ได้ทำโครงการนำร่องไว้แล้วในที่ดินการรถไฟฯที่บริเวณบางกอกน้อย&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;&lt;B&gt;5. ปัญหางบประมาณในการทำโครงการสาธารณูปโภคตามโครงการบ้านมั่นคง&lt;/B&gt;&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รัฐบาลอุดหนุนงบสาธารณูปโภคในการทำโครงการบ้านมั่นคงผ่านสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน&amp;nbsp; ( พอช. ) หน่วยละ 68,000 บาท ซึ่งต่ำกว่าที่อุดหนุนให้โครงการบ้านเอื้ออาทรของการเคหะแห่งชาติ ที่ได้รับงบหน่วยละ 80,000 บาท ทั้งๆที่การก่อสร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานของทั้ง 2 โครงการย่อมต้องซื้อวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างในราคาเดียวกัน&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่โครงการบ้านมั่นคงกลับได้รับงบประมาณน้อยกว่า&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดังนั้นจึงควรมีการเพิ่มงบประมาณโครงการบ้านมั่นคงต่อหน่วยจาก 68,000 บาท เป็น 80,000 บาท ให้ เหมือนกับโครงการบ้านเอื้ออาทร&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;&lt;B&gt;ข้อเสนอ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/B&gt;&lt;B&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/B&gt;&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;ต้องการให้รัฐบาลปรับเพิ่มงบประมาณบ้านมั่นคงต่อหน่วยจาก 68,000 บาท เป็น 80,000 บาท&lt;B&gt;&amp;nbsp; &lt;/B&gt;ในปีงบประมาณ 2552&lt;B&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/B&gt;&lt;B&gt;&lt;/B&gt;&lt;/P&gt;
&lt;P align=right&gt;เครือข่ายสลัม 4 ภาค&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/P&gt;
&lt;P align=center&gt;&lt;B&gt;.............................................................................&lt;/B&gt;&lt;B&gt;&amp;nbsp;&lt;/B&gt;&lt;/P&gt;
&lt;P align=center&gt;&lt;B&gt;ข้อเสนอแรงงานนอกระบบ&lt;/B&gt;&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;&lt;B&gt;&amp;nbsp;&lt;/B&gt;&lt;B&gt;สถานการณ์แรงงานนอกระบบ&lt;/B&gt;&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 1.ปัจจุบันเศรษฐกิจนอกระบบ ในประเทศไทยขยายตัวเพิ่มขึ้น เนื่องมาจากการลดต้นทุนการผลิตของภาคอุตสาหกรรมเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยอาศัยช่องว่างของกฎหมายพัฒนารูปแบบการจ้างงานที่หลากหลายและซับซ้อน ประกอบกับกำลังแรงงานจำนวนมากที่ไม่สามารถเข้าสู่ระบบการจ้างงานปกติได้ เพราะเงื่อนไขภาระทางสังคมของแต่ละบุคคลและขีดจำกัดของการจ้างงานในระบบที่เป็นทางการ&amp;nbsp; จึงทำให้กำลังแรงงานจำนวนมากเข้ามาอยู่ในระบบการจ้างงานที่ไม่เป็นทางการ&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2.จากการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติในปี 2550 พบว่ามีผู้มีงานทำ 37.1 ล้านคน จำแนกเป็นแรงงานนอกระบบ&lt;B&gt; &lt;/B&gt;จำนวน 23.3 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 62.7 ที่เหลือเป็นแรงงานในระบบ 13.8 &amp;nbsp;ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 37.3&amp;nbsp; เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2548 มีแรงงานนอกระบบ จำนวน 22.5 ล้านคน พบว่ามีแรงงานนอกระบบเพิ่มขึ้น 7 แสนคนในระยะเวลาสองปี&amp;nbsp; แรงงานนอกระบบกลุ่มนี้ทำงานอยู่ในหลากหลายประเภทงาน ได้แก่ ภาคเกษตรกรรม เช่น เกษตรกรในระบบพันธะสัญญา เกษตรกรทั่วไป ภาคผลิต เช่น&amp;nbsp; ผู้ผลิตสินค้าหัตถกรรม สินค้าภูมิปัญญาต่าง ๆ ผู้รับงานไปทำที่บ้าน และภาคบริการ เช่น แรงงานคุ้ยขยะ แท็กซี่ สามล้อ จักรยานยนต์รับจ้าง หาบเร่แผงลอย ฯลฯ ซึ่งกระจายอยู่ทั่วทั้งในเขตเมืองและชนบท&amp;nbsp; &lt;/P&gt;
&lt;P&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 3.ในปี พ.ศ. 2544 สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และมูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ ทีดีอาร์ไอ ได้ประมาณการขนาดรายได้ที่เกิดจากแรงงานนอกระบบว่ามีมูลค่าประมาณ 2.33 ล้านล้านบาท หรือเกือบครึ่งหนึ่งของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP)&amp;nbsp; ทั้ง ๆ ที่แรงงานนอกระบบมีประมาณ 2 ใน 3 ของกำลังแรงงานทั้งประเทศ และมีบทบาทในการสร้างการผลิตให้แก่เศรษฐกิจของประเทศในปริมาณที่ใกล้เคียงกับกำลังแรงงานที่อยู่ในระบบ&amp;nbsp; แต่แรงงานเหล่านี้ก็ยังไม่ได้รับการดูแลและคุ้มครองจากนโยบายและกฎหมายของประเทศเท่าที่ควร &lt;/P&gt;
&lt;P&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 4.จากการสำรวจของสำนักงานสถิติปี 2550 พบว่า แรงงานนอกระบบประสบปัญหาที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของแรงงานกลุ่มนี้และครอบครัว หลายประการ เช่น&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;4.1&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;U&gt;ปัญหาความมั่นคงในการประกอบอาชีพและสวัสดิการสังคม&lt;/U&gt; แรงงานนอกระบบไม่มีการจ้างงานที่ต่อเนื่อง มั่นคง&amp;nbsp; ได้ค่าตอบแทนแรงงานที่ไม่เป็นธรรม ต้องทำงานหนัก ไม่มีวันหยุด มีชั่วโมงการทำงานที่ยาวนานกว่าแรงงานทั่ว ๆ ไป ขาดหลักประกันทางสังคม เข้าไม่ถึงระบบประกันทางสังคม และไม่มีสวัสดิการอื่นใด เนื่องมาจากการขาดการคุ้มครองตามกฎหมาย โดยเฉพาะกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ซึ่งเกี่ยวเนื่องและเชื่อมโยงกับสภาพการจ้างงานและสิทธิขั้นพื้นฐานของแรงงาน &lt;/P&gt;
&lt;P&gt;4.2&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;U&gt;ปัญหาสุขภาพและสภาพการทำงานที่ไม่ปลอดภัย&lt;/U&gt;&amp;nbsp; จากการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติในปี 2550 พบว่า แรงงานนอกระบบได้รับบาดเจ็บหรือประสบอุบัติเหตุจากการทำงานถึง 3.7 ล้านคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 15.7 &amp;nbsp;&amp;nbsp;เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2548 ซึ่งมีผู้ที่ได้รับบาดเจ็บหรือประสบอุบัติเหตุจำนวน 2.9 ล้านคน ทั้งนี้แรงงานนอกระบบส่วนใหญ่(ร้อยละ 70.6) ใช้บริการรักษาพยาบาลตามสิทธิในโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือ บัตรทอง&amp;nbsp; ซึ่งสิทธิตามบัตรทองไม่ครอบคลุมการบริการสาธารณสุขที่มีความเสี่ยงจากการทำงาน หรือความเสี่ยงในด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยในการทำงาน (Occupational Safety and Health : OSH)&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;&amp;nbsp;&lt;B&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/B&gt;เพื่อให้ปัญหาของแรงงานนอกระบบได้รับการแก้ไขอย่างแท้จริง&amp;nbsp; จึงขอเสนอให้รัฐบาลพิจารณาดำเนินการ ดังต่อไปนี้&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;1.&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การขยายประกันสังคมสู่แรงงานนอกระบบ โดยใช้หลักการร่วมจ่ายระหว่างรัฐและแรงงานนอกระบบ&amp;nbsp; โดยการเร่งรัดการแก้ไขพระราชบัญญัติประกันสังคมปี 2533 และปรับปรุงแก้ไขมาตรา 40 ( ประกันตนโดยสมัครใจ) &amp;nbsp;&amp;nbsp;ซึ่ง ณ ปัจจุบันอยู่ระหว่างการสรุปผลการศึกษา และพิจารณาอัตราเงินสมทบและสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ โดยคณะอนุกรรมการพัฒนามาตรา 40ฯ ของสำนักงานประกันสังคม&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;2.&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ให้กระทรวงแรงงานเร่งออก พระราชบัญญัติส่งเสริมคุ้มครอง และพัฒนาแรงงานในงานรับไปทำที่บ้าน พ.ศ. ...&amp;nbsp; โดยยึดหลักการงานที่มีคุณค่าและอนุสัญญาองค์กรแรงงานระหว่างประเทศ ฉบับที่ 177 ว่าด้วยงานที่รับไปทำที่บ้าน&amp;nbsp; ซึ่งกระทรวงแรงงาน เครือข่ายแรงงานนอกระบบ และมูลนิธิเพื่อการพัฒนาแรงงานและอาชีพได้ร่วมกันผลักดันจนปัจจุบัน ร่าง พระราชบัญญัติฉบับนี้ได้ผ่านการกลั่นกรองจากคณะกรรมการกฤษฎีกาเรียบร้อยแล้ว รอเพียงการนำเสนอให้ที่ประชุมรัฐสภาพิจารณาเห็นชอบ&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;3.&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่งเสริมให้สถานพยาบาลมีการตรวจสุขภาพแรงงานนอกระบบตามความเสี่ยงจากการประกอบอาชีพ และส่งเสริมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีนโยบายการจัดการสุขภาวะของแรงงานนอกระบบ&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;4.&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ให้รัฐมีนโยบายด้านการคุ้มครองเกษตรพันธะสัญญา โดยให้มีการจัดทำสัญญาที่เป็นธรรม มีกองทุนประกันความเสี่ยง และมีสวัสดิการสังคมที่บริษัทผู้ร่วมสัญญาร่วมรับผิดชอบ&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;5.&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ให้รัฐมีนโยบายด้านการสร้างระบบการออมเพื่อสวัสดิการสังคมและการชราภาพสำหรับแรงงานนอกระบบ โนรูปของ  บำนาญประชาชน เพื่อสร้างความเท่าเทียมและทั่วถึงแก่แรงงานนอกระบบ และประชาชนโดยรวมให้มีหลักประกันด้านรายได้เมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/P&gt;
&lt;P align=right&gt;เครือข่ายแรงงานนอกระบบ&amp;nbsp;&lt;/P&gt;
&lt;P align=center&gt;&lt;B&gt;.............................................................................&lt;/B&gt;&lt;B&gt;&amp;nbsp;&lt;/B&gt;&lt;/P&gt;
&lt;P align=center&gt;&lt;B&gt;ข้อเสนอเครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย&lt;/B&gt;&lt;B&gt;&amp;nbsp;&lt;/B&gt;&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;&lt;B&gt;1.ให้รัฐบาลไทยปฏิบัติและมีมาตรการคุ้มครองสิทธิของชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศไทยตามกติการะหว่างประเทศและอนุสัญญาที่ประเทศไทย&lt;/B&gt; ได้ลงนามในสัตยาบันไว้กับองค์การสหประชาชาติ อันประกอบด้วย อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก, อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ, กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง,กติการะหว่างประเทศว่าด้วย สิทธิทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม และอนุสัญญาการเลือกปฏิบัติต่อสตรี รวมทั้ง ให้เร่งดำเนินการศึกษาเพื่อลงนามในอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ 169 ว่าด้วยปวงชนพื้นเมืองและกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศเอกราช และอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ โดยประเทศไทยจะต้องยกเลิกข้อสงวนที่ลงนามในอนุสัญญาทุกฉบับโดยเฉพาะสิทธิเด็ก&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;&lt;B&gt;2.ขอเรียกร้องรัฐบาลไทยมีกฎหมายและมาตรการมารับรองสิทธิชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศไทยอย่างชัดเจน&amp;nbsp; &lt;/B&gt;ตามข้อเสนอข้างต้นที่ชัด โดยให้รัฐบาลไทย รับรองให้วันที่ 9 สิงหาคมของทุกปีเป็น วันชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศไทย และต้องสนับสนุนกิจกรรมและงบประมาณในการทำกิจกรรมรณรงค์ ทั้งนี้เป็นไปตามคำประกาศองค์การสหประชาชาติ ซึ่งประกาศให้ปี 2548 -2557 เป็นทศวรรษสากลที่สองของชนเผ่าพื้นเมืองโลก&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;&lt;B&gt;3. ขอเรียกร้องให้ รัฐบาลไทยเร่งดำเนินการคุ้มครองสิทธิชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศไทย&lt;/B&gt; ดังนี้&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 3.1 ให้เด็กทุกคนที่เกิดในแผ่นดินไทย ได้สัญชาติไทยโดยหลักดินแดน &lt;/P&gt;
&lt;P&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 3.2 ให้รัฐบาลไทยแก้ไข พ.ร.บ.สัญชาติฉบับที่ 4 โดยมีรายละเอียดตามเอกสารแนบ&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 3.3 ให้ส่งเสริมบทบาทผู้หญิงชนเผ่าพื้นเมือง ทั้งทางการเมือง และการพัฒนา&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 3.4 รัฐต้องสนับสนุนส่งเสริม การศึกษาทางเลือกของชนเผ่าพื้นเมืองโดยไม่จำกัดเพศและวัย&amp;nbsp; &lt;/P&gt;
&lt;P&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 3.5 รัฐต้องคืนสิทธิการจัดการทรัพยากรให้แก่ชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศไทย เร่งออกกฎหมายป่าชุมชน รวมทั้งรัฐต้องยกเลิกโครงการและนโยบายที่มีผลกระทบและก่อความเสียหายแก่ชุมชนและท้องถิ่น&amp;nbsp; &lt;/P&gt;
&lt;P&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 3.6 รัฐต้องมีมาตรการส่งเสริมสิทธิชุมชน ทั้งสิทธิและอำนาจในการจัดการทรัพยากร และสิ่งแวดล้อม สร้างกลไกให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรในระดับท้องถิ่นและระดับชาติ&amp;nbsp; รวมถึงรัฐต้องมีมาตรการทางนโยบายและกฎหมายรองรับในการบัญญัติระเบียบสิทธิชุมชนระดับชุมชนท้องถิ่นอย่างแท้จริง&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 3.7 รัฐต้องมีมาตรการให้ชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศไทยทุกภาคส่วน สามารถเข้าถึงการบริการของรัฐ&amp;nbsp; ทั้งทางด้านการศึกษา สาธารณสุข และการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/P&gt;
&lt;P&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 3.8&amp;nbsp; รัฐต้องให้การคุ้มครองสวัสดิการแรงงาน สร้างหลักประกันสังคม ตามกฎหมายแรงงานระหว่างประเทศให้แก่ชนเผ่าพื้นเมืองและแรงงานต่างด้าวในประเทศไทย ตามหลักกฎหมายมนุษยชนสากล&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 3.9 รัฐต้องคุ้มครองพื้นที่ทางวัฒนธรรม พื้นที่วัฒนธรรมพิเศษ ในพื้นที่ที่มีชนเผ่าพื้นเมืองอาศัยอยู่ โดยให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชุมชน&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;&lt;B&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 4. ข้อเสนอกรณีเร่งด่วน&lt;/B&gt;&lt;B&gt;&lt;/B&gt;&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 4.1 รัฐต้องเร่งแก้ไขปัญหากรณีที่ดินทำกิน ที่อยู่อาศัย และยุติการละเมิดสิทธิมนุษยชนชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศไทย โดยทันที&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 4.2 ในระหว่างการดำเนินการแก้ไขปัญหาชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศไทย ตามข้อเรียกร้องข้างต้น เราขอให้รัฐบาลสั่งการไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ยุติการจับกุมดำเนินคดี อพยพ รื้อย้าย จนกว่าการไขปัญหาตามหลักการข้างต้นจักแล้วเสร็จ กรณีที่ได้จับกุมดำเนินคดีไปแล้วให้ดำเนินการถอนฟ้องอย่างเป็นธรรม&amp;nbsp;&lt;/P&gt;
&lt;P align=right&gt;เครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย&lt;B&gt;&amp;nbsp;&lt;/B&gt;&lt;/P&gt;
&lt;P align=center&gt;&lt;B&gt;.............................................................................&lt;/B&gt;&lt;B&gt;&amp;nbsp;&lt;/B&gt;&lt;/P&gt;
&lt;P align=center&gt;&lt;B&gt;ข้อเสนอของเครือข่ายผู้หญิงเพื่อความก้าวหน้าและสันติภาพ&lt;/B&gt;&lt;B&gt;&amp;nbsp;&lt;/B&gt;&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;&lt;B&gt;การจัดการกองทุนที่เอื้อให้ผู้หญิงได้เข้าถึงและได้รับประโยชน์จากกองทุนต่างๆ&amp;nbsp; &lt;/B&gt;&lt;B&gt;&lt;/B&gt;&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;สืบเนื่องจากรัฐบาล พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร ได้ดำเนินนโยบายกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง เครือข่ายผู้หญิงฯได้รวบรวมความคิดเห็นของสมาชิกในระดับภูมิภาค พบว่า ผู้หญิงยังขาดหลักประกันในการเข้าถึงและได้รับประโยชน์จากการจัดการกองทุน เช่น ผู้หญิงยากจนไม่สามารถขอกู้เงินจากกองทุนได้ เนื่องจากไม่สามารถเขียนโครงการเพื่อขอกู้เงิน หรือไม่มีความน่าเชื่อถือว่าจะสามารถคืนเงินกองทุนได้ &amp;nbsp;ผู้หญิงที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสมักถูกเลือกปฏิบัติ&amp;nbsp;&amp;nbsp; ภาระการคืนเงินกองทุนก่อให้เกิดความเครียดและปัญหาขัดแย้งกันในครอบครัว และขาดการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด&amp;nbsp; เรื่องการกำหนดอัตราส่วนของหญิงชายในคณะกรรมการกองทุนระดับหมู่บ้าน &lt;/P&gt;
&lt;P&gt;ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 และอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อผู้หญิงในทุกรูปแบบหรืออนุสัญญาผู้หญิง รัฐมีพันธะสัญญาในการส่งเสริมสิทธิของผู้หญิงในการมีส่วนร่วมในกิจกรรมสาธารณะด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้านเศรษฐกิจ ดังนี้&amp;nbsp; &lt;/P&gt;
&lt;P&gt;-&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปกป้อง คุ้มครอง และส่งเสริมสิทธิมนุษยชนของหญิง มิให้กฎหมาย กฎ ระเบียบนโยบาย และมาตรการใดๆ ของรัฐ เอกชน หรือองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ละเลย กีดกัน หรือจำกัดสิทธิมนุษยชนของผู้หญิงทั้งจงใจและไม่จงใจ จนทำให้ผู้หญิงไม่ได้รับการยอมรับ ไม่ได้ใช้สิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานที่มี &lt;/P&gt;
&lt;P&gt;-&amp;nbsp;&amp;nbsp; ใช้มาตรการพิเศษชั่วคราวที่คำนึงถึงวิถีชีวิต ภาระ สภาพปัญหาที่แตกต่างของผู้หญิงแต่ละกลุ่ม เพื่อเร่งรัดหรือเอื้อให้ได้รับการบรรเทา บำบัด และได้รับการบริการพิเศษจากรัฐอย่างเหมาะสม &lt;/P&gt;
&lt;P&gt;-&amp;nbsp;&amp;nbsp; ประกันการมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ของผู้หญิงชนบทในทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง&amp;nbsp; การทำงาน การเข้าถึงข้อมูล และบริการต่างๆจากรัฐ เช่น บริการสาธารณสุข สินเชื่อ ที่พักพิง &lt;B&gt;&lt;/B&gt;&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;ดังนั้นในการจัดการกองทุนต่างๆ จึงต้องดำเนินการ ดังต่อไปนี้&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;&lt;B&gt;ข้อเสนอแนะ &lt;/B&gt;&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;1.&amp;nbsp;&amp;nbsp; การกำหนดหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขของกองทุนต่างๆ&amp;nbsp; ต้องไม่เลือกปฏิบัติต่อคนกลุ่มใดๆ ไม่ว่าจะเป็นเพศ วัย ชาติพันธุ์ การนับถือศาสนา สถานภาพสมรส และมีหลักประกันและและเงื่อนไขพิเศษที่คำนึงถึงสถานะทางเศรษฐกิจของกลุ่มผู้หญิงยากจน ผู้หญิงที่รับภาระดูแลครอบครัวและขาดโอกาสในสินเชื่อต่างๆ&amp;nbsp; มีการเสริมทักษะอาชีพ การกำหนดสัดส่วนเงินกู้แก่ทุกกลุ่มอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม โดยมีเงื่อนไขการคืนเงินที่ยืดหยุ่นตามกำลังและความสามารถของผู้กู้ เป็นต้น&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;2.&amp;nbsp; จัดให้มีการประชาสัมพันธ์ การจัดบริการข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับกองทุน&amp;nbsp; และการใช้ประโยชน์จากกองทุน รวมถึงการให้คำแนะนำ การให้คำปรึกษา และการช่วยเหลือแก่ผู้ด้อยโอกาสในการยื่นขอกู้ยืมเงิน &lt;/P&gt;
&lt;P&gt;3. การกำหนดระบบสัดส่วนหญิงชายของคณะกรรมการกองทุน เช่น&amp;nbsp; กองทุนหมู่บ้าน หรือกองทุนใดในลักษณะที่ใกล้เคียงกัน จะต้องมีการนำไปปฏิบัติอย่างจริงจัง&amp;nbsp; ฐานข้อมูลสถิติของคณะกรรมการกองทุนแยกชายและหญิง&amp;nbsp; มีการประเมินการปฏิบัติงาน&amp;nbsp; การดำเนินงานกองทุน&amp;nbsp; และผลกระทบต่อชายและหญิงแยกจากกัน เช่น จำนวนผู้ขอกู้&amp;nbsp; วัตถุประสงค์การขอกู้ยืม วงเงินที่กู้ได้ การคืนเงิน และหนี้เสีย &amp;nbsp;เป็นต้น&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/P&gt;
&lt;P align=right&gt;เครือข่ายผู้หญิงเพื่อความก้าวหน้าและสันติภาพ&amp;nbsp;&lt;/P&gt;
&lt;P align=center&gt;&lt;B&gt;.............................................................................&lt;/B&gt;&lt;/P&gt;
&lt;P align=center&gt;&lt;STRONG&gt;ข้อเสนอต่อการพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืน&lt;/STRONG&gt;&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;แนวทางการปรับระบบการเกษตรและการจัดการทรัพยากรที่จะเสริมสร้างความเข้มแข็งแก่เกษตรกรรายย่อย จำเป็นต้องปฏิรูปแนวทางการพัฒนาเกษตรและการจัดการทรัพยากรเสียใหม่โดยที่เกษตรกรและประชาชนจะต้องเป็นศูนย์กลาง &lt;/P&gt;
&lt;P&gt;แนวทางดังกล่าวคือ การปรับระบบเกษตรกรรมสู่เกษตรกรรมยั่งยืนที่อยู่บนฐานของเศรษฐกิจพึ่งตนเองเป็นหลักและการกระจายอำนาจในการจัดการทรัพยากรสู่ภาคประชาชน โดยจำเป็นที่จะต้องมี&lt;B&gt; นโยบายแห่งชาติว่าด้วยเกษตรกรรมยั่งยืน&lt;/B&gt; ซึ่งประกอบด้วยรายละเอียดสำคัญดังต่อไปนี้&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;&lt;B&gt;1. กำหนดเป้าหมายให้เกษตรกรรมยั่งยืนเป็นเกษตรกรรมกระแสหลักของประเทศภายในหนึ่งทศวรรษข้างหน้า&lt;/B&gt;&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;ต้องวางเป้าหมายการสร้างระบบเกษตรกรรมยั่งยืน ที่อยู่บนรากฐานของการพึ่งพาตนเองอย่างน้อย ร้อยละ 50 ของพื้นที่ประเทศภายในอีก 10 ปีข้างหน้า เพื่อให้เกษตรกรรมยั่งยืนกลายเป็นกระแสหลักของประเทศ &lt;/P&gt;
&lt;P&gt;ยุทธศาสตร์สำคัญที่ควรใช้คือ การพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืนในพื้นที่และกลุ่มเป้าหมายที่เหมาะสมให้เป็นเกษตรกรรมแบบยั่งยืนให้เต็มความหมายของนิยามเกษตรกรรมยั่งยืนไปพร้อมๆ กับการปรับปรุงระบบเกษตรกรรมแบบกระแสหลักให้มีความยั่งยืนมากขึ้น โดยเริ่มต้นจากการสนับสนุนทรัพยากรและมีนโยบายส่งเสริมเกษตรกรที่ทำเกษตรกรรมยั่งยืนอยู่แล้วในปัจจุบันนับแสนครอบครัว รวมทั้งเกษตรกรที่ต้องการปรับเปลี่ยนจากเกษตรกรรมแบบเก่ามาเป็นเกษตรกรรมยั่งยืน&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;&amp;nbsp;&lt;B&gt;2. ปรับโครงสร้างการบริหารเพื่อรองรับการผลักดันนโยบายว่าด้วยเกษตรยั่งยืน&lt;/B&gt;&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;ให้มีการตั้งองค์กรบริหารงานด้านเกษตรกรรมยั่งยืนขึ้น 4 ส่วนคือ คณะกรรมการเกษตรกรรมยั่งยืนแห่งชาติ สถาบันวิจัยระบบเกษตรกรรมยั่งยืนซึ่งเป็นองค์กรรัฐที่เป็นอิสระ สถาบันพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืนซึ่งเป็นองค์กรในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์&amp;nbsp; และสนับสนุนการดำเนินงานขององค์กรภาคประชาชนที่มีบทบาทเกี่ยวข้องกับเกษตรกรรมยั่งยืน ในลักษณะที่เป็นโครงการคู่ขนานกับการดำเนินงานของหน่วยงานรัฐ เช่น สนับสนุนโครงการในลักษณะเดียวกันกับโครงการนำร่องเพื่อพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนของเกษตรกรรายย่อย เป็นต้น&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;สมาชิกคณะกรรมการเกษตรกรรมยั่งยืนแห่งชาติอย่างน้อยกึ่งหนึ่งต้องมาจากเกษตรกร องค์กรพัฒนาเอกชน นักวิชาการ ผู้ประกอบการด้านเกษตรกรรมยั่งยืน ทั้งนี้โดยให้มาจากการเลือกตั้งกันเองของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;&lt;B&gt;3. สร้างหลักประกันในการเข้าถึง ใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน และมีส่วนร่วมในการจัดการที่ดิน แหล่งน้ำ ป่าไม้ และทรัพยากรชีวภาพ&lt;/B&gt;&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;การพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนไม่อาจดำเนินไปได้โดยปราศจากการรองรับสิทธิของเกษตรกรเหนือผืนดิน แหล่งน้ำ และทรัพยากรชีวภาพ การไม่มีที่ดินเป็นของตนเองทำให้เป็นเรื่องยากสำหรับเกษตรกรที่จะตัดสินใจปรับปรุงระบบการผลิตของตนให้เป็นเกษตรกรรมที่ยั่งยืน เกษตรกรจำเป็นต้องได้รับประกันสิทธิในการเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากที่ดินและทรัพยากรต่างๆ &lt;/P&gt;
&lt;P&gt;รัฐบาลต้องสร้างหลักประกันให้เกษตรกรมีบทบาทในการจัดการทรัพยากรเหล่านั้น ไม่ว่าจะโดยการปฏิรูปที่ดิน การออกกฎหมายป่าชุมชน และการตรากฎหมายที่ให้เกษตรกร ชาวประมงพื้นบ้านสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน และมีส่วนร่วมในการจัดการฐานทรัพยากรทั้งหลายดังกล่าว&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;&lt;B&gt;4. การพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพและเทคโนโลยีการเกษตรที่เหมาะสมกับประเทศ&lt;/B&gt;&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;ในช่วงหนึ่งทศวรรษข้างหน้าประเทศไทยต้องตั้งเป้าหมายให้ประเทศเป็นเขตปลอดพืชและสัตว์ดัดแปลงพันธุกรรม&amp;nbsp; เพื่อป้องกันผลกระทบจากเทคโนโลยีพันธุวิศวกรรมที่จะมาทำลายฐานระบบการผลิตของประเทศ ทั้งนี้เนื่องจากเหตุผลความไม่แน่นอนเกี่ยวกับประเด็นความไม่ปลอดภัยต่อสุขภาวะ และหลีกเลี่ยงที่จะต้องกลายเป็นประเทศเกษตรกรรมที่ถูกควบคุมโดยบรรษัทข้ามชาติและกลุ่มทุนการเกษตรขนาดใหญ่ของประเทศที่เป็นพันธมิตรกับต่างชาติ&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;การสร้างความเข้มแข็งของภาคการวิจัยสาธารณะและเกษตรกรในการพัฒนาศักยภาพของประเทศในการผลิตเมล็ดพันธุ์ โดยในระยะเวลา 1 ทศวรรษข้างหน้านั้น สัดส่วนการใช้พันธุ์พืช โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พันธุ์พืชไร่และพันธุ์ข้าวนั้น อย่างน้อย ร้อยละ 50 ต้องได้มาจากการปรับปรุงหรือคัดเลือกพันธุ์โดยชุมชนและเกษตรกรเอง อย่างน้อย ร้อยละ 20 มาจากภาควิจัยสาธารณะ โดยในส่วนที่เป็นเมล็ดพันธุ์ที่จำหน่ายอยู่ในตลาดนั้นต้องส่งเสริมให้บริษัทเมล็ดพันธุ์ในท้องถิ่นสามารถแข่งขันกับบรรษัทต่างชาติได้ด้วย&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;&lt;B&gt;5. จุดยืนของประเทศที่เกี่ยวข้องกับนโยบายระหว่างประเทศ&lt;/B&gt;&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;การตัดสินใจเกี่ยวกับการพัฒนาเกษตรกรรมของไทยนับตั้งแต่ปลายทศวรรษที่ 2530 เป็นต้นมา ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของระบบเศรษฐกิจการเมืองระหว่างประเทศมากขึ้น และเห็นได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้นตามลำดับ คณะกรรมการเกษตรกรรมยั่งยืนแห่งชาติที่จะจัดตั้งขึ้น และองค์กรภาคประชาสังคมต้องมีบทบาทสำคัญในการเสนอแนะความคิดเห็น ตลอดจนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจที่เกี่ยวข้องกับข้อตกลงระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการทำข้อตกลงในองค์กรการค้าโลก และการเจรจาจัดตั้งเขตการค้าเสรี รวมถึงข้อตกลงระหว่างประเทศอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับฐานทรัพยากรธรรมชาติ การลดภาษีสินค้าเกษตร ทรัพย์สินทางปัญญา การลงทุน มาตรฐานสินค้า และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;องค์กรของรัฐซึ่งมีบทบาทและมีกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการวางแผนพัฒนาประเทศ การพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืน เกษตรกรรมเพื่อสุขภาพ การจัดการทรัพยากรและการดูแลสิ่งแวดล้อม หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการปกป้องสิทธิของเกษตรกร ตลอดจนองค์กรพัฒนาเอกชนและองค์กรเกษตรกร ทั้งที่ได้เข้าร่วมและไม่ได้เข้าร่วมในกระบวนการผลักดันทางนโยบายตั้งแต่การเริ่มต้นแผน 8 เป็นต้นมา จำเป็นต้องรวมพลังกันเพื่อผลักดันให้มีนโยบายและแผนแม่บทแห่งชาติว่าด้วยเกษตรกรรมยั่งยืน&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;ไม่ว่าการผลักดันแผนดังกล่าวจะสำเร็จมากน้องแค่ไหนก็ตาม แต่สิ่งที่จะได้รับจากกระบวนการผลักดันทางนโยบายคือ ความเข้มแข็งของขบวนการเกษตรกรรมยั่งยืนของภาคประชาสังคมเอง ซึ่งในท้ายที่สุดแล้วความเข้มแข็งของขบวนการเกษตรกรรมยั่งยืนจะเป็นหลักประกันความสำเร็จของเกษตรกรรมยั่งยืนในสังคมไทย&amp;nbsp;&lt;/P&gt;
&lt;P align=right&gt;เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก&lt;/P&gt;
&lt;P align=center&gt;&lt;B&gt;.............................................................................&lt;/B&gt;&lt;B&gt;&amp;nbsp;&lt;/B&gt;&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;&lt;B&gt;ข้อเสนอนโยบายการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม&lt;/B&gt;&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;&lt;STRONG&gt;1.ข้อเสนอในเรื่องนโยบายการจัดการป่าที่ยั่งยืน&lt;/STRONG&gt;&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;นโยบายสาธารณะ ต้องมีความเป็นสาธารณะทั้งในเชิงกระบวนการและเนื้อหา ดังนั้นนโยบาสาธารณะการจัดการป่า จึงต้องเกิดขึ้นจากกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน และมีเนื้อหาครอบคลุมเหมาะสม ต่อกลไกทางสังคมที่หลากหลายทั้งภาครัฐและสังคม โดยไม่ผูกติดกับรัฐบาล พรรคการเมือง ราชการใด แต่เป็นเนื้อหาสาระที่ประชาชนใช้เคลื่อนไหว ผลักดัน และตรวจสอบให้ ภาคการเมืองปฏิบัติตาม&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;ขบวนการเคลื่อนไหวภาคประชาชนด้านป่าไม้ ได้รณรงค์ผลักดันให้มีการปฏิรูปนโยบาย กฎหมายเพื่อให้เกิดการจัดการป่าที่ยั่งยืนบนฐานของชุมชนท้องถิ่นมาช้านานและก่อรูปเป็นนโยบายสาธารณะซึ่งเป็นที่รับรู้ของสังคม ในที่นี้ขอประมวลหลักสำคัญเพื่อยกระดับความเป็นสาธารณะของชุดดังกล่าว ซึ่งชุมชนท้องถิ่นและภาคประชาสังคมควรมีส่วนช่วยกันพัฒนาข้อเสนอต่างๆ เหล่านี้ให้มีความแหลมคมขึ้น ให้เกิดข้อเสนอใหม่ๆ ที่เป็นจริง เหมาะสมกับสภาพปัญหาและกลไกในหลายๆแบบและให้เกิดผลทางปฏิบัติโดยเร็ว ข้อเสนอเบื้องต้นมีดังต่อไปนี้&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;1. เร่งรัดผลักดันร่างพระราชบัญญัติป่าชุมชน ซึ่งมีสาระรับรองสิทธิชุมชนท้องถิ่นในการจัดการป่าทั้งป่าสงวนฯ หรือป่าอนุรักษ์ อย่างเร่งด่วน เพื่อให้เกิดตัวอย่างรูปธรรมของความสำเร็จในการจัดการป่าชุมชนตามแนวทางของกฎหมาย&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;2. เร่งปรับปรุงกฎหมายป่าไม้ทั้ง 5 ฉบับ ให้รับรองสิทธิชุมชนท้องถิ่นในการจัดการป่า ตามแนวทางของรัฐธรรมนูญอย่างเร่งด่วน&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;3. เร่งสำรวจและรับรองสิทธิในที่อยู่อาศัยและที่ทำกินของชุมชนในเขตป่าอย่างมั่นคง โดยมิใช่เป็นการให้เอกสารสิทธิ์รายปัจเจก แต่เป็นระบบสิทธิการจัดการร่วมของชุมชนบนฐานการจัดการเชิงนิเวศ&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;4. การปรับแนวเขตป่าอนุรักษ์ทั้งหมดให้ตรงกับสภาพความเป็นจริง คือ เป็นพื้นที่ที่มีป่าสมบูรณ์ ไม่ซ้อนทับกับพื้นที่อยู่อาศัยและทำกินของประชาชน&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;5. สนับสนุนระบบวัฒนธรรม ความรู้ ระบบการผลิต และระบบเศรษฐกิจของชุมชนที่เอื้อต่อการจัดการป่าอย่างหลากหลายและยั่งยืน &lt;/P&gt;
&lt;P&gt;6. ปรับโครงสร้างการบริหารป่าไม้ โดยกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น โดยให้มีกลไกของชุมชนและประชาสังคมตามภูมินิเวศในการวางแผนบริหารจัดการทรัพยากรอย่างเป็นบูรณาการครอบคลุมพื้นที่ป่าทุกประเภท ทั้งป่าอนุรักษ์ ป่าเศรษฐกิจ &lt;/P&gt;
&lt;P&gt;7. ปรับบทบาทของหน่วยราชการด้านป่าไม้ทั้งหมด ให้มุ่งเน้นส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่น และสร้างการมีสวนร่วมของประชาชนในทุกระดับ&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;8. สนับสนุนบทบาทขององค์กรปกครองท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมกับชุมชนและภาครัฐในการบริหารจัดการป่า&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;9. สนับสนุนการสร้างสรรค์ความรู้ที่หลากหลาย และเชื่อมโยงสังเคราะห์ร่วมกันทั้งภูมิปัญญาท้องถิ่น ความรู้แบบวิทยาศาสตร์ และอื่นๆ เพื่ออนุรักษ์ ฟื้นฟู และพัฒนาความหลากหลายทางชีวภาพทั้งในเชิงนิเวศ เศรษฐกิจ สังคม ของท้องถิ่น&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;10. เสริมสร้างกระบวนการแลกเปลี่ยน เรียนรู้ระหว่างผู้นำชุมชน เครือข่ายชุมชนที่มีประสบการณ์ด้านการจัดการป่าและทรัพยากรอื่นๆ อย่างกว้างขวาง&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;11. ปฏิรูประบบการศึกษา วิชาการด้านป่าไม้ทั้งหมด โดยให้เอาความรู้ท้องถิ่นเข้ามาเป็นหลักสูตรสำคัญในวิชาการป่าไม้ ตลอดจนสังเคราะห์ความรู้ใหม่ๆ จากสถานการณ์จริง&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;12. ทบทวนโครงการ แผนงานใดๆ ที่ทำลายป่า หรือสุ่มเสี่ยงต่อการทำลายป่า เช่น การสร้างเขื่อน ตัดถนน การแปลงทรัพย์เป็นทุน ธุรกิจการท่องเที่ยวในเขตป่า เป็นต้น&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;13. ยุติการพัฒนาการปลูกป่าเชิงพาณิชย์ แต่ควรหันมาสนับสนุนการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากป่าที่ไม่ใช่เนื้อไม้ ทั้งนี้เพื่อเป็นการเสริมสร้างเศรษฐกิจชุมชนเป็นหลัก&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;14. มีนโยบายกระจายการถือครองที่ดินอย่างชัดเจน เพื่อให้คนจนมีที่ดินทำกินอย่างพอเพียง โดยเสริมสร้างบทบาทการจัดการที่ดินในเชิงนิเวศ&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;&lt;B&gt;2. นโยบายด้านที่ดิน&lt;/B&gt;&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;ข้อเสนอเชิงนโยบาย&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;-&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นโยบายการกระจายการถือครองที่ดินให้เกิดความเป็นธรรม และมีการจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน มาตรการ คือ การวางแผนการใช้ที่ดิน การคุ้มครองพื้นที่เกษตรกรรม จัดเก็บภาษีที่ดินตามแผนการใช้ที่ดินของชุมชน จัดเก็บภาษีที่ดินอัตราก้าวหน้า&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;-&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นโยบายปฏิรูปที่ดิน คือ การปฏิรูประบบเกษตรกรรม ( ดิน น้ำ ป่า ความหลากหลายทางชีวภาพ และระบบการผลิต) มาตรการ คือ 1) นำที่ดินทิ้งร้างและออกสารสิทธิ์ไม่ชอบด้วยกฎหมายมาปฏิรูปที่ดินให้แก่เกษตรกรและคนจนไร้ที่ดินทำกิน 2) ส่งเสริมเกษตรกรรมทางเลือก 3) ส่งเสริมการศึกษาโดยสร้างกระบวนการเรียนรู้ พัฒนาองค์ความรู้จากรากเหง้าภูมิปัญญาท้องถิ่น&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;-&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นโยบายรับรองสิทธิในที่อยู่อาศัยของชุมชนเมืองให้มั่นคงในระยะยาว &lt;/P&gt;
&lt;P&gt;-&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รัฐต้องดำเนินการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายและกำหนดนโยบายให้มีการปฏิบัติตามข้อเสนอข้างต้น&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;&lt;B&gt;3. นโยบายด้านน้ำ&lt;/B&gt;&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของรัฐบาล ถึงแม้ว่าจะดำเนินไปบนพื้นฐานรัฐธรรมนูญมาตรา 84 ว่าด้วยภารกิจของรัฐในการจัดหาน้ำให้แก่ภาคเกษตรกรรมและภาคการผลิตอื่นๆ แต่ยังคงมีรัฐธรรมนูญอีกหลายมาตราที่กำหนดให้ภารกิจดังกล่าว&amp;nbsp; รัฐไม่สามารถดำเนินการได้ตามลำพัง&amp;nbsp; ต้องตั้งอยู่บนความโปรงใส่และกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน ชุมชนและภาคประชาสังคม (มาตรา 56 58 59 79)&amp;nbsp; เมื่อพิจารณาข้อเสนอการผลักดันโครงการขนาดใหญ่มูลค่าเป็นแสนล้านบาท จากทั้งสามหน่วยงานได้แก่ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ จะพบว่าหน่วยงานทั้งหมดนั้นให้ความสำคัญกับการผลักดันโครงการให้เป็นรูปธรรมอย่างเร็วที่สุด&amp;nbsp; มากกว่าความตระหนักในเรื่องความโปร่งใส การให้ข้อมูลอย่างถูกต้องครบถ้วน และการพัฒนากระบวนการมีส่วนร่วมของสังคม&amp;nbsp; สาเหตุสำคัญสืบเนื่องมาจากระบบการบริหารงานของรัฐบาลแบบเบ็ดเสร็จ&amp;nbsp; ส่งผลให้ฝ่ายการเมืองและหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ต่างทำงานเพื่อรักษาสถานะภาพของหน่วยงานเป็นสำคัญ&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;ขณะที่การออกกฎหมายรองรับกฎหมายรัฐธรรมนูญนั้นยังไม่มีความก้าวหน้าในระดับที่ประกาศเป็นกฎหมายบังคับใช้ในรัฐบาลชุดนี้ สถานภาพของกฎหมายที่ยังคงบังคับใช้อยู่เดิม เช่น พ.ร.บ.ชลประทานหลวง พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำบาดาล เป็นกฎหมายที่ให้อำนาจแก่หน่วยงานในการทำโครงการโดยไม่มีเงื่อนไขที่จะต้องรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนแต่อย่างใด&amp;nbsp; หรือแม้แต่กระบวนการกระจายอำนาจของหน่วยงานไปสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ยังคงเป็นเพียงการถ่ายโอนอำนาจในการตัดสินใจโครงการเล็กๆหรือการดูแลบำรุงรักษาโครงการชลประทานที่มีอยู่เดิมเท่านั้น&amp;nbsp; กระบวนการจัดทำแผนสิ่งแวดล้อมในระดับท้องถิ่นหรือจังหวัด ยังคงถูกชี้นำและกำหนดโดยโครงสร้างการบริหารราชการส่วนกลางเช่นเดิม&amp;nbsp; เช่น การใช้ระบบผู้ว่า CEO หรือการทำยุทธศาสตร์การพัฒนาของกลุ่มจังหวัด&amp;nbsp; &lt;/P&gt;
&lt;P&gt;การมีส่วนร่วมของประชาชนที่ปรากฏขึ้น&amp;nbsp; จึงปรากฏขึ้นโดยการเรียกร้องของประชาชนโดยลำพัง ไม่ว่าจะเป็นการเรียกร้องผ่านองค์กรอิสระที่ถูกจัดตั้งขึ้นมาใหม่ เช่น คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ, ศาลปกครอง, คณะกรรมการข้อมูลข่าวสาร(หน่วยงานของรัฐ), กรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา, สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ&amp;nbsp; หรือผ่านกระบวนการจัดการประชุมสัมมนาและมีข้อเสนอต่อรัฐบาล เช่น การจัดการประชุมสิ่งแวดล้อม 47 กระบวนการเรียกร้องเหล่านี้ &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;นำไปสู่สภาวะการเผชิญหน้าระหว่างประชาชนกับรัฐบาลโดยไม่จำเป็น ในอีกด้านหนึ่งนับเป็นการทำลายศรัทธาของประชาชนที่มีต่อรัฐบาล ระบบราชการ&amp;nbsp; โดยไม่จำเป็นต้องมีผู้อยู่เบื้องหลังหรือมือที่สามแต่อย่างใด&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;กล่าวโดยสรุป ภายใต้การบังคับใช้กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับใหม่&amp;nbsp; แต่ระบบกฎหมายและโครงสร้างของการบริหารราชการแผ่นดินในปัจจุบัน&amp;nbsp; ยังเป็นอุปสรรคสำคัญของการสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนและความโปร่งใสของข้อมูลข่าวสาร&amp;nbsp; ดังนั้นรัฐบาลจำเป็นต้องแสดงเจตจำนงทางการเมืองอย่างชัดเจนในเรื่องนี้เท่านั้น&amp;nbsp; เพื่อการสร้างสรรค์กระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนขึ้นมา ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร การใช้ความรู้ของชุมชน การร่วมวางแผน และการร่วมตัดสินใจ&amp;nbsp; กระบวนการดังกล่าวนี้ถึงแม้จะใช้เวลาอยู่บ้าง&amp;nbsp; แต่จะนำมาสู่กระบวนการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่เป็นจริง&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;&lt;B&gt;4. นโยบายด้านทรัพยากรชายฝั่งและการประมง&lt;/B&gt;&lt;/P&gt;
&lt;P align=left&gt;&lt;STRONG&gt;ข้อเสนอภาคประชาชน&lt;/STRONG&gt;&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;ข้อเสนอนโยบายการดูแลรักษาทะเล ทรัพยากรชายฝั่ง และการทำการประมงอย่างยั่งยืน คือ ทำสิ่งที่เคยบอกว่าจะทำ และทำตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 9 โดยมีสาระสำคัญ 6 ประการคือ&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;1.&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ยุติการทำการประมงด้วยเครื่องมือที่ทำลายทะเลและพันธุ์สัตว์น้ำ&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;2.&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จัดตั้งคณะกรรมการประมงประจำจังหวัดชายฝั่งทะเลโดยประชาชนมีส่วนร่วม เพื่อกำหนดเขตการใช้เครื่องมือประมงในทะเล กำหนดเงื่อนไขการทำประมง&amp;nbsp; กำหนดเขตอนุรักษ์ ประเภทของสัตว์น้ำคุ้มครองและฤดูปลาวางไข่ในแต่ละเขต ตลอดจนจัดทำแผนงานการอนุรักษ์ฟื้นฟูทะเลและทรัพยากรชายฝั่ง&amp;nbsp; &lt;/P&gt;
&lt;P&gt;สำหรับจังหวัดที่ชายฝั่งทะเลมีความต่อเนื่องเป็นระบบนิเวศน์ที่ต้องบริหารจัดการร่วมกัน และคณะกรรมการประมงประจำจังหวัดมีความเห็นว่าควรจัดการร่วมเป็นระบบนิเวศน์ร่วมกัน เช่น อ่าวพังงา ทะเลสาบสงขลา เป็นต้น อาจพิจารณาจัดตั้งคณะกรรมการอ่าวขึ้นจัดการเป็นเฉพาะพื้นที่&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;3.ปฏิรูปนโยบายการประมงและกฎหมายประมงโดยประชาชนมีส่วนร่วมให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ 2550 โดยมีเป้าหมายการใช้ประโยชน์ทะเลอย่างยั่งยืน และฟื้นคืนความอุดมสมบูรณ์ของทะเล ความหลากหลายทางชีวภาพ โดยตระหนักถึงความเกี่ยวพันของระบบนิเวศทะเล การกระจายอำนาจ การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ การเคารพสิทธิของชุมชนท้องถิ่น การเสริมสร้างให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายและมาตรการใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับทะเลและวิถีชีวิตของท้องถิ่น&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;4.ทบทวนแผนการพัฒนาภาคใต้&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;5.ทบทวนและปรับปรุงแนวเขตอุทยานแห่งชาติทางทะเล&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;6.ตราพระราชบัญญัติป่าชุมชน เพื่อรับรองสิทธิชุมชนท้องถิ่นในการดูแลรักษาและจัดการป่าชุมชน&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;&lt;B&gt;5. นโยบายด้านความหลากหลายทางชีวภาพ&lt;/B&gt;&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;ประเด็นปัญหาสำคัญของทรัพยากรชีวภาพซึ่งเป็นที่ถกเถียงตลอดมาก็คือเรื่อง การแย่งชิงทรัพยากรพันธุกรรมและภูมิปัญญาจากต่างชาติ ปัญหาทรัพย์สินทางปัญญาที่ประเทศมหาอำนาจใช้เป็นเครื่องมือในการครอบครองทรัพยากรพันธุกรรมและภูมิปัญญา และปัญหาพันธุกรรมดัดแปลง (GMOs) ซึ่งถูกผลักดันอย่างหนักโดยบรรษัทข้ามชาติด้านอาหารและยา&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;ต่อประเด็นปัญหาเหล่านี้ ก็ได้มีข้อตกลงและเวทีระหว่างประเทศที่ใช้ในการเจรจาต่อรอง เช่น อนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ (CBD) ซึ่งรัฐไทยเพิ่งให้สัตยาบันปีที่ผ่านมา โดยมีกรอบทั้งการคุ้มครองสิทธิชุมชนและสิทธิเกษตรกรต่อทรัพยากรพันธุกรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น และกรอบการเข้าถึงและแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากทรัพยากรพันธุกรรม ส่วนประเด็นเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา ก็ได้มีข้อตกลงในองค์กรการค้าโลก ที่ให้ทางเลือกทรัพย์สินทางปัญญาประเภทต่างๆ แก่สมาชิก แต่ทั้งหมดนี้ รัฐบาลก็ยังไม่ดำเนินการสร้างระบบรองรับอย่างเป็นรูปธรรมว่าจะจัดการกับประเด็นสำคัญๆ อย่างไร&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/P&gt;
&lt;P&gt;ปัญหาของเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพส่วนหนึ่งเกิดขึ้นจากการดำเนินการของรัฐบาลเอง บางส่วนเกิดขึ้นจากระบบราชการ และบางส่วนเกิดขึ้นจากการขาดแคลนเครื่องมือทางนโยบายและการบริหารจัดการที่จะแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น โดยจะได้กล่าวตามลำดับต่อไป&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;&lt;B&gt;1.&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/B&gt;&lt;B&gt;ด้านโครงสร้างองค์กรในการบริหารความหลากหลายทางชีวภาพ&lt;/B&gt;&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;องค์กรกระจัดกระจายในกรมกองในกระทรวงต่างๆ แม้จะมีการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ความหลากหลายทางชีวภาพทุก 5 ปี แต่แผนฯ ดังกล่าวเป็นเพียงการรวมแผนกิจกรรมของแต่ละหน่วยงานที่มีอยู่แล้ว ไม่ได้มีการจัดวางยุทธศาสตร์อย่างชัดเจน โดยเฉพาะในประเด็นเรื่องการแย่งชิงพันธุกรรม ทรัพย์สินทางปัญญา และพันธุกรรมดัดแปลง ขณะที่หน่วยงานเช่น ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ แทนที่จะทำหน้าที่องค์กรกลางในการประสานงานเพื่อสร้างระบบการคุ้มครองสิทธิชุมชนและประชาชนต่อทรัพยากรชีวภาพ ตลอดจนสิทธิผู้บริโภคต่อผลิตภัณฑ์พันธุกรรมดัดแปลงต่างๆ แต่ศูนย์พันธุฯ กลับมีบทบาทสนับสนุนและส่งเสริมพันธุกรรมดัดแปลง (GMOs) ซึ่งยังมีข้อถกเถียงทั้งในเรื่องสิทธิ และความปลอดภัย&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;จากสถานการณ์ปัญหาที่กล่าวมา ทำให้ได้ชัดเจนว่า เรายังไม่มีองค์กรกลางด้านความหลากหลายทางชีวภาพ ที่จะทำหน้าที่ได้อย่างโปร่งใส และเป็นธรรม เราจึงมักประสบปัญหาต่อทรัพยากรชีวภาพหลายด้าน โดยเฉพาะการแย่งชิงทรัพยากรชีวภาพ และเรื่อง GMOs เกิดขึ้นอย่างมากดังที่จะกล่าวต่อไป&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;&lt;B&gt;2.&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/B&gt;&lt;B&gt;การจัดการปัญหาโจรสลัดทางชีวภาพ&lt;/B&gt;&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;กรณีปัญหาข้าวหอมมะลิ ที่สถาบันวิจัยจากประเทศสหรัฐอเมริกาได้เข้ามาเอาพันธุ์ข้าวหอมมะลิของไทยไปวิจัย ไปปลูกในสหรัฐอเมริกา และกำลังนำไปสู่การจดสิทธิบัตร ซึ่งรัฐบาลได้การผลักดันของภาคประชาชนได้ดำเนินการทักท้วง การกระทำดังกล่าวถือว่าเป็นการดำเนินการที่ถูกต้องของรัฐบาล ที่สามารถผลักดันให้สหรัฐอเมริกาออกมายอมรับว่าจะไม่นำไปจดสิทธิบัตร&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;แต่กรณีไวรัสใบด่างวงแหวน ( สิทธิบัตรมะละกอจีเอ็มโอ ) กลับเป็นไปอย่างน่าผิดหวัง เมื่อรัฐบาลปล่อยปละละเลยให้นักวิจัยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ร่วมกับมหาวิทยาลัยคอร์แนล สหรัฐอเมริกา ได้ศึกษาวิจัย โดยทางสหรัฐอเมริกาเตรียมจดสิทธิบัตร รัฐบาลดำเนินการเพียงแค่ตั้งคณะกรรมการติดตามเรื่องการแพร่กระจาย และการจดสิทธิบัตร แต่ยังไม่ได้ข้อตกลงที่เป็นหลักประกันได้ว่าสหรัฐจะไม่จดสิทธิบัตร&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;&lt;B&gt;3.&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/B&gt;&lt;B&gt;การจัดการผลกระทบจากเทคโนโลยีชีวภาพกับฐานความหลากหลายทางชีวภาพ&lt;/B&gt;&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;ปัญหาการระบาดของพืชตัดต่อพันธุกรรม เช่น กรณีฝ้ายบีที และมะละกอ ซึ่งได้หลุดรอดไปจากแปลงทดลองของกรมวิชาการเกษตร สิ่งที่รัฐกระทำเพียงแค่การกล่าวโทษว่าชาวบ้านเป็นผู้ลักลอบเอาพันธุ์ไปปลูก แต่กลับไม่ได้มีมาตรการที่ชัดเจนว่าจะจัดการไม่ให้เกิดการแพร่ระบาดอย่างไร ซึ่งมีแนวโน้มว่าพืชตัดต่อพันธุกรรมทั้ง 2 ชนิดดังกล่าว อาจแพร่ออกไปอย่างกว้างขวาง ซึ่งจะเกิดความเสียหายต่อเกษตรกรผู้ปลูก ต่อพันธุกรรมพืชท้องถิ่นอย่างรุนแรง&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;&lt;B&gt;4.&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/B&gt;&lt;B&gt;การพัฒนากฎหมายภายในเกี่ยวกับความหลากหลายทางชีวภาพ&lt;/B&gt;&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;กรณีพระราชบัญญัติสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ ได้เป็นประเด็นสำคัญของการต่อสู้เพื่อปกป้องสิทธิต่อทรัพยากรชีวภาพ โดยใช้เงื่อนไขด้านสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์มากำกับ ซึ่งรัฐบาลและสภาผู้แทนราษฎรก็ได้ผลักดันให้มีกฎหมายดังกล่าวเพื่อให้การคุ้มครองกับพันธุกรรมที่มีความสำคัญในทางการค้า แต่ร่างกฎหมายดังกล่าวก็ผ่านการแก้ไขจากวุฒิสภาโดยตัดสิทธิการคุ้มครองพืชสามัญออกไป ในที่สุดสภาผู้แทนราษฎรก็สามารถยืนยันแก้ไขให้กลับไปเป็นหลักการเดิม ซึ่งนับว่าประเทศไทยได้มีเครื่องมือในการปกป้องพันธุกรรมของชาติเพิ่มขึ้นมาอีก&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;ก้าวต่อมา ภาคประชาชนได้ผลักดันให้มีการร่างกฎหมายว่าด้วยความปลอดภัยทางชีวภาพ เพื่อใช้ในการจัดการปัญหาผลกระทบที่จะเกิดจากพืชตัดต่อพันธุกรรม แต่ร่างดังกล่าวก็ไม่ได้มีความคืบหน้ามากนัก&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;&lt;B&gt;5.&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/B&gt;&lt;B&gt;บทบาทของไทยเกี่ยวกับข้อตกลงระหว่างประเทศ&lt;/B&gt;&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;ด้วยแรงผลักดันของประชาชน ทำให้รัฐบาลทักษิณก็ได้ดำเนินการหลายประการโดยเฉพาะที่เกี่ยวกับข้อตกลงระหว่างประเทศให้ก้าวหน้าขึ้น เช่น กรณีการจัดตั้งกองทุนป่าเขตร้อน ที่สหรัฐใช้แลกกับหนี้สินบางส่วนแต่ต้องเปิดให้สหรัฐเข้าถึงทรัพยากรป่าเขตร้อนในประเทศไทย และให้มีการจดสิทธิบัตรได้ ประชาชนคัดค้านกองทุนดังกล่าว จนรัฐบาลยกเลิกไปในปี 2546 หรือในกรณีอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ (CBD) ซึ่งรัฐบาลในชุดก่อนๆ ก็ได้เตรียมความพร้อมระดับหนึ่ง โดยการตราพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช 2542 และพระราชบัญญัติคุ้มครองภูมิปัญญาแพทย์แผนไทย 2542 ขึ้น เพื่อใช้ปกป้องสิทธิเกษตร ชุมชน และหมอพื้นบ้านต่อพันธุกรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น อันทำให้รัฐบาลทักษิณมีความพร้อมมากขึ้นในการลงนามในอนุสัญญาฯ แต่กระนั้นกลไกเชิงปฏิบัติการเพื่อให้เกิดการคุ้มครองปกป้องสิทธิเกษตรกร และชุมชนต่อทรัพยากรชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่นก็ยังไม่เป็นรูปธรรม &lt;/P&gt;
&lt;P&gt;&lt;B&gt;6. ข้อเสนอเชิงนโยบายภาคประชาชน&lt;/B&gt;&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;จากปมปัญหาทั้งหมดที่กล่าวมา รัฐจำเป็นต้องสร้างนโยบายหลายประการ ที่สำคัญคือ การจัดตั้งองค์กรบริหารความหลากหลายทางชีวภาพระดับชาติ ซึ่งเป็นองค์กรอิสระที่ประชาชนมีส่วนร่วมในทุกระดับ ทั้งระดับนโยบาย และการดำเนินการ เพื่อให้สามารถดำเนินการด้วยความโปร่งใส และเป็นธรรม บนผลประโยชน์ของชุมชนท้องถิ่น และประเทศชาติ&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;&lt;B&gt;6. นโยบายและผลงานด้านพลังงาน&lt;/B&gt;&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;&lt;B&gt;ภาพรวม&lt;/B&gt;&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;ประเด็นปัญหารากฐานของระบบพลังงานไทยโดยเฉพาะกรณีไฟฟ้า คือ ระบบการผูกขาดของหน่วยงานรัฐ ซึ่งผูกขาดตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง โดยสองหน่วยธุรกิจหลัก คือ การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย (ปตท.) และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) &lt;/P&gt;
&lt;P&gt;ประเด็นดังกล่าวกลายเป็นความร้อนแรงทางการเมืองขึ้น เมื่อรัฐบาลทักษิณเร่งดำเนินการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ โดยการแปรรูปบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ในปี 2544 โดยคงผูกขาดตลาดก๊าซธรรมชาติเอาไว้ และมีการผลักดันแปรรูป กฟผ. ตามแบบจำลองผู้ซื้อรายเดียว แต่ถูกคัดค้านอย่างหนักจนต้องชะลอการดำเนินการ&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;แต่การแปรรูปฯ มิได้เป็นการสลายการผูกขาด และกระจายอำนาจให้แก่ประชาชน ในทางตรงกันข้ามก็เพิ่มการผูกขาดมากยิ่งขึ้นในรูปของบริษัทเอกชน สิ่งที่เห็นชัดเจนตามมาก็คือ แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า พ.ศ.2547-2554 ที่เสนอโดยกฟผ. ก็ยังคงเน้นการพัฒนาพลังงานเชิงธุรกิจ โดยวางแผนพัฒนาและจัดการแหล่งพลังงานทั้งในประเทศไทยและภูมิภาคให้สอดรับกับการพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าที่ผันแปรตามการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ แต่ด้วยการคาดการณ์ที่เกินจริง เพื่อให้สอดรับกับธุรกิจไฟฟ้า ทำให้ผลกระทบจะเกิดต่อประชาชน ผู้บริโภค และระบบนิเวศที่ต้องสูญเสียไปจากการผลิตไฟฟ้าที่มากเกินความจำเป็น &amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/P&gt;
&lt;P&gt;นอกจากนี้ ยังมีปัญหาจากนโยบายด้านพลังงานหลายประการดังนี้&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;&lt;B&gt;1.&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/B&gt;&lt;B&gt;การพัฒนาพลังงานหมุนเวียนเพิ่มมากขึ้น แต่กลไกเชิงนโยบายยังมีปัญหา&lt;/B&gt;&lt;B&gt;&lt;/B&gt;&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;-&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รัฐบาลมีโครงการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนหลายโครงการ แต่การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนมีไม่ถึงร้อยละ 1 ของการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;-&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปัญหาอุปสรรค เช่น มาตรการกำหนดให้ผู้ผลิตพลังงานหมุนเวียน ต้องขายไฟฟ้าผ่านผู้ผลิตจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ปัญหาการผูกขาด และผลประโยชน์ทับซ้อนของหน่วยธุรกิจพลังงาน เช่น กฟผ. มีอำนาจอนุมัติโครงการของผู้ผลิตไฟฟ้ารายอื่น ในขณะที่ตนเองเป็นผู้ผลิตด้วย&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;&lt;B&gt;2.&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/B&gt;&lt;B&gt;กลไกเชิงนโยบายยังขาดการมีส่วนร่วม และกลไกจัดการความขัดแย้งยังไม่มีการพัฒนา&lt;/B&gt;&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;การแปรรูป กฟผ. แต่ไม่มีการปรับรื้อโครงสร้างและกระบวนการกำหนดนโยบายพลังงาน ทำให้ปัญหาความขัดแย้งจากโครงการพลังงานที่ต่อเนื่องจากรัฐบาลก่อนถูกกลบเกลื่อน หรือลุกลามบานปลายยิ่งขึ้น&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;นอกจากนี้ การกำหนดนโยบายด้านพลังงานใหม่ๆ ขาดการมีส่วนร่วมและเปิดการวิเคราะห์ทางเลือกอย่างกว้างขวาง&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;&lt;B&gt;3.&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/B&gt;&lt;B&gt;เป้าหมายทางการเมืองมีบทบาทสำคัญมากในการตัดสินใจ&lt;/B&gt;&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;การดำเนินนโยบายและมาตรการไม่ได้เป็นไปตามยุทธศาสตร์และเป้าหมายด้านพลังงานที่กำหนดไว้ ด้วยเหตุผลและเป้าหมายทางการเมือง ตัวอย่างชัดเจน คือ เรื่องการอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซล และราคาเบนซิน ( ในช่วงต้น) โดยกองทุนน้ำมัน&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;ความสำเร็จในภาพรวมยังคงไม่เป็นไปตามเป้าหมาย&lt;B&gt; &lt;/B&gt;ทั้งในแง่พลังงานหมุนเวียนและประสิทธิภาพการใช้พลังงาน &lt;/P&gt;
&lt;P&gt;&lt;STRONG&gt;4. ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย&lt;/STRONG&gt;&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;-&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ลดโครงสร้างการผูกขาดในระบบพลังงาน ด้วยการจัดตั้งกลไกการกำกับดูแลที่เข้มแข็ง เป็นอิสระ และลดบทบาทที่ทับซ้อนของหน่วยธุรกิจพลังงานลง&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;-&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พัฒนาพลังงานหมุนเวียน โดยมีกลไกเฉพาะที่แยกออกมาจากตลาดเชื้อเพลิงฟอสซิล&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;-&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พัฒนากลไกในการจัดการด้านการใช้พลังงานอย่างจริงจัง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานโดยรวม และลดการแทรกแซงทางการเมือง&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;-&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เปิดทางเลือกและเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วน ได้มีส่วนร่วมในกระบวนการนโยบายในทุกระดับ&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;&lt;B&gt;7. นโยบายด้าน&lt;/B&gt;&lt;B&gt;การจัดการปัญหามลพิษอุตสาหกรรม&lt;/B&gt;&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;&lt;STRONG&gt;1. สถานการณ์โดยภาพรวม&lt;/STRONG&gt;&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;รัฐบาลกำหนดนโยบายด้านการจัดการปัญหามลพิษอุตสาหกรรมไว้ดี เช่น ให้นำต้นทุนทางสังคมมาพิจารณาในการศึกษาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ใช้หลักการผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย ฯลฯ แต่การจัดการปัญหามลพิษอุตสาหกรรมไม่ได้อยู่ในลำดับความสำคัญของรัฐบาล&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;อย่างไรก็ตาม แม้หลักการในนโยบายเฉพาะจะก้าวหน้า แต่ทิศทางและนโยบายการพัฒนาประเทศของรัฐบาลที่มุ่งเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจด้านเดียว กลับกลายเป็นตัวการใหญ่ของการสร้างปัญหามลพิษและการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ โดยละเมิดสิทธิและการมีส่วนร่วมของประชาชน การตรวจสอบความโปร่งใสของรัฐบาลจากภาคประชาชน ถูกทำให้อ่อนแอลงและเสียความชอบธรรมไปด้วย&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;&lt;B&gt;2. ปัญหาและการจัดการปัญหามลพิษอุตสาหกรรมของรัฐบาล&lt;/B&gt;&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;ปัญหามลพิษยังมีอยู่มาก ทำให้เกิดปัญหาด้านคุณภาพน้ำ คุณภาพอากาศ ทำให้ชาวบ้านเจ็บป่วยด้วยโรคทางเดินหายใจ ภูมิแพ้ ต่าง อันเนื่องมาจากอุตสาหกรรมขยายตัว ขยะเพิ่มขึ้น แต่ความสามารถกำจัดขยะอันตรายของไทยมีเพียงร้อยละ 20&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;ปัญหามลพิษนำไปสู่ปัญหาความขัดแย้งระหว่างกลุ่มต่างๆ&amp;nbsp; จนถึงขั้นการเสียชีวิต มีแกนนำชาวบ้านเสียชีวิตกว่า 10 ราย จากการต่อสู้ให้แก้ปัญหามลพิษและปกป้องทรัพยากรธรรมชาติ&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;แต่ผลงานที่รัฐบาลทำไม่ตรงกับประเด็นปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและมลพิษอุตสาหกรรม โดยรัฐบาลพยายามนำเสนอให้เห็นการลดทอนและบิดเบือนขนาดและระดับของปัญหาให้ดูเล็กลง ซึ่งไม่มีผลการทำงานที่แตกต่างไปจากรัฐบาลที่ผ่านมา การจัดการปัญหาหลักๆ อยู่ที่การจัดการปัญหาที่ปลายท่อ เช่น การสร้างเตาเผาขยะ สร้างโรงบำบัดน้ำเสีย ฯลฯ &lt;/P&gt;
&lt;P&gt;จากสถานการณ์ดังกล่าวมีแนวโน้มว่าจะเผชิญปัญหาตีบตันไร้ทางออก เกิดการต่อต้าน และความขัดแย้ง เช่น การอพยพชาวบ้านแม่เมาะ 669 ครอบครัว ที่ได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองแร่ลิกไนต์และโรงไฟฟ้าแม่เมาะ&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;&lt;STRONG&gt;3. ข้อเสนอเชิงนโยบาย&lt;/STRONG&gt;&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;-&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปฏิรูปกระบวนการพิจารณาโครงการขนาดใหญ่ ให้มีส่วนร่วม ความโปร่งใส ความรับผิดชอบ และกระจายอำนาจ&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;-&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปฏิรูปกระบวนการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมทั้งระบบ&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;-&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ให้มีการวิเคราะห์ผลกระทบทางสุขภาพ ผลกระทบทางสังคม ที่มีเนื้อหาครบถ้วนและถูกต้องตามหลักวิชาการ&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;-&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ให้ยอมรับและปฏิบัติตามหลักการ สิทธิการเข้าถึงข้อมูล ต่างๆ ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม มลพิษ การใช้สารอันตราย ฯลฯ&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;-&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีการพัฒนาระบบฐานข้อมูลการปล่อยมลพิษสู่สิ่งแวดล้อม การใช้สารเคมีอันตราย และการควบคุมจัดการขยะอันตราย&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;-&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จัดตั้ง &lt;B&gt;กองทุนคุ้มครองสุขภาพและสิ่งแวดล้อม&lt;/B&gt;&lt;B&gt;&lt;/B&gt;&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;&lt;B&gt;ข้อเสนอแนะต่อการผลักดันนโยบาย และกฎหมาย เพื่อสร้างสิทธิและการมีส่วนร่วมของประชาชนต่อการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม&lt;/B&gt;&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกเหนือไปจากบทวิเคราะห์และข้อเสนอแนะต่อปัญหาทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมเฉพาะด้าน ภาคประชาชนได้มีการวิเคราะห์และผลักดันข้อเสนอในทางนโยบายและกฎหมายที่จะแก้ปัญหาโดยภาพรวมที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขทางโครงสร้างเชิงวัฒนธรรมการเมืองได้เพื่อทำให้สิทธิชุมชนและการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นจริงได้มากขึ้น&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จากบทเรียนการเคลื่อนไหวของประชาชนในการต่อสู้ปกป้องสิทธิชุมชนตลอดเกือบ 20 ปีที่ผ่านมาพบว่า การต่อสู้ ติดตาม ตรวจสอบรายโครงการที่ส่งผลกระทบต่อท้องถิ่นในระดับพื้นที่ หรือการสร้างพลังกับประชาสังคมภายนอก โดยไม่เชื่อมโยงกับกลไกทางการเมืองที่เป็นอยู่ ยากที่จะทำให้เกิดระบบการรับรองสิทธิและการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างแท้จริง&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; บทเรียนอีกด้านหนึ่งก็พบว่า ลำพังการมีกฎหมาย แต่ขาดพลังทางสังคมที่หนุนเนื่องอย่างกว้างขวางและต่อเนื่องก็ยากที่จะทำให้สิทธิตามกฎหมายได้รับการปฏิบัติจริง ดังเช่น พระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช 2542 ที่ผลักดันโดยกลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชนด้านทรัพยากรชีวภาพเพื่อให้รับรองสิทธิชุมชน ซึ่งยังไม่มีกระแสตื่นตัวจากประชาชนเจ้าของสิทธิมากนัก ทำให้กฎหมายดังกล่าวยังไม่ได้ดำเนินการเท่าที่ควรนัก หากเทียบกับกรณีป่าชุมชน ซึ่งถึงแม้จะยังไม่มีกฎหมายป่าชุมชน แต่ก็เกิดความตื่นตัวของชุมชนในการจัดการป่าทั่วประเทศ แต่สิทธิดังกล่าวก็อาจจะถูกละเมิดได้ทุกเมื่อหากยังไม่มีหลักประกันทางกฎหมาย&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ยุทธศาสตร์ด้านกฎหมายของภาคประชาชน จึงเป็นการเคลื่อนไหวผลักดันเพื่อสร้างการรับรู้ ตื่นตัว และร่วมสนับสนุนให้เกิดกฎหมาย ขณะเดียวกันหลักคิดของกฎหมายจากทัศนะใหม่ของประชาชน จะต้องเปลี่ยนไปจากการที่กฎหมายเป็นเครื่องมือของรัฐมาสู่ กฎหมายเป็นเครื่องมือของประชาชน การบัญญัติกฎหมายลักษณะนี้เป็นการบัญญัติให้คุ้มครองสิทธิตามสภาพความเป็นจริง กำหนดเงื่อนไขการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงสิทธิและการจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ได้ตามความเหมาะสม แต่ขณะเดียวก็กำหนดเครื่อง มาตรการ และกลไกเชิงสถาบันอย่างชัดเจนในการปกป้องคุ้มครองสิทธิจากประชาชนมิให้ถูกละเมิดจากภายนอก ซึ่งเครื่องมือดังกล่าวมีได้หลายระดับตั้งแต่ระดับชาติและท้องถิ่น โดยทั้งนี้&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ยุทธศาสตร์การต่อสู้ทางกฎหมายเริ่มปรากฏตัวชัดเจนตั้งแต่ความสำเร็จของประชาชนในการผลักดันรัฐธรรมนูญให้คุ้มครองสิทธิและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในหลายประเด็น ตามมาด้วยการผลักดันกฎหมายใหม่หลากหลายประเภท ตลอดจนแก้ไขกฎหมายที่ก่อปัญหา และยับยั้งกฎหมายที่หากออกมาแล้วจะประสบปัญหา&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพื่อให้การเคลื่อนไหวของประชาชนเป็นไปอย่างมีพลังและมีจังหวะก้าว รวมทั้งลดความซ้ำซ้อนของตัวกฎหมาย และการเคลื่อนไหว จึงใคร่ขอเสนอดังต่อไปนี้&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;1.&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จัดตั้งเครือข่ายด้านนโยบายและกฎหมายภาคประชาชน โดยประสานให้กลุ่มที่ผลักดันกฎหมายด้านสิทธิชุมชน การมีส่วนร่วมของประชาชนในด้านต่างๆ มาร่วมเป็นเครือข่ายเพื่อทำหน้าที่ติดตามตรวจสอบ นโยบาย กฎหมายที่จะส่งผลกระทบต่อสิทธิประชาชน ประมวลข้อเสนอทางกฎหมายด้านต่างๆ โดยเชื่อมโยงให้เห็นความสัมพันธ์ต่อกันอย่างชัดเจน พร้อมกับมีข้อเสนอแนะต่อการจัดลำดับความสำคัญในการผลักดันกฎหมาย และประมวลช่องทางการเคลื่อนไหวผลักดันกฎหมายหลากหลายแบบ อีกทั้งควรทำหน้าที่ติดตามตรวจสอบเมื่อกฎหมายเหล่านี้ประกาศใช้ให้สามารถปฏิบัติได้จริง&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;2.&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เชื่อมประสานและสร้างกระบวนการเรียนรู้กับหน่วยงาน สถาบันที่มีบทบาทต่อการผลักดัน พิจารณา และบังคับใช้กฎหมาย เช่น สถาบันวิชาการด้านนิติศาสตร์และนโยบายสาธารณะต่างๆ สถาบันการเมือง เช่น วุฒิสภา สถาบันด้านระบบยุติธรรม เช่น ศาลปกครอง ศาลรัฐธรรมนูญ&amp;nbsp; กรมอัยการ และหน่วยงานอื่นๆ ด้านยุติธรรม โดยทั้งนี้อาจให้องค์กรอิสระ เช่น คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นแกนกลางในการเชื่อมโยง โดยมีเป้าหมายผลักดันให้สถาบันทางสังคมเหล่านี้ได้นำเอาหลักการ วิธีคิด และแนวทางการเสริมสร้างสิทธิชุมชนและการมีส่วนร่วมของประชาชนนำไปปฏิบัติอย่างแท้จริง&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;3.&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เร่งรัดผลักดันกฎหมายที่มีความสำคัญในแง่การสร้างหลักการใหม่ในการคุ้มครองสิทธิและการมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งได้แก่ &lt;/P&gt;
&lt;P&gt;-&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ร่างพระราชบัญญัติป่าชุมชน และร่างพระราชบัญญัติสิทธิชุมชนในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมองค์รวม&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;-&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปรับปรุงร่างพระราชบัญญัติสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ 2535 ให้ครอบคลุมสิทธิประชาชนในหลายระดับ&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;-&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผลักดันร่างพระราชบัญญัติการรับฟังและการมีส่วนร่วมของประชาชน ให้เกิดขึ้นจริง &lt;/P&gt;
&lt;P&gt;-&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผลักดันให้เกิดองค์กรอิสระด้านสิ่งแวดล้อมตามรัฐธรรมนูญ โดยให้มีพระราชบัญญัติองค์กรอิสระด้านสิ่งแวดล้อม&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;-&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผลักดันร่างพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ เพื่อให้เกิดการปฏิรูประบบสุขภาพที่ประชาชนมีสิทธิและมีส่วนร่วมอย่างเป็นบูรณาการ&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;4.&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เสริมสร้างความตื่นตัว ความเข้มแข็งของขบวนการประชาชนในการต่อสู้ผลักดันด้านนโยบายและกฎหมาย เพราะสิทธิชุมชนและการมีส่วนร่วมของประชาชนจะเป็นจริงได้ขึ้นอยู่กับความเข้มแข็งและการปฏิบัติการของประชาชน หากชุมชนมีศักยภาพในการจัดการทรัพยากรของตนเอง และประชาชนตื่นตัวปกป้องต่อปัญหาสิ่งแวดล้อม และใช้เงื่อนไขทางกฎหมายเป็นเครื่องมือปกป้องสิทธิของประชาชนได้อย่างจริงจัง พลังทางสังคมเหล่านี้ก็จะหนุนเนื่องให้กฎหมายที่กำลังผลักดันเป็นเครื่องมือของประชาชนได้จริง มิเช่นนั้นข้อเสนอต่อกฎหมายทั้งหมดเหล่านี้หากไม่แปรสภาพเป็นเครื่องมือของรัฐในการกำกับสิทธิชุมชนและประชาชน ก็อาจจะมิได้ปฏิบัติใช้ให้เกิดมรรคผล&amp;nbsp;&lt;/P&gt;
&lt;P align=right&gt;เครือข่ายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม&lt;B&gt;&amp;nbsp;&lt;/B&gt;&lt;/P&gt;
&lt;P align=center&gt;&lt;B&gt;.............................................................................&lt;/B&gt;&lt;B&gt;&amp;nbsp;&lt;/B&gt;&lt;/P&gt;
&lt;P align=center&gt;&lt;B&gt;ข้อเสนอด้านปัญหาสิทธิมนุษยชนและกระบวนการยุติธรรม&lt;/B&gt;&lt;B&gt;&amp;nbsp;&lt;/B&gt;&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;1.รัฐบาลจะต้องคลี่คลายปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชน และความไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมาซึ่งถูกเลือกปฏิบัติจากผู้มีอำนาจ เพื่อให้มีการดำเนินคดีตามกระบวนการยุติธรรมโดยยึดหลักนิติธรรม ไม่ว่าจะเป็นกรณีการฆ่าตัดตอนในสงครามปราบปรามยาเสพติด นโยบายอำนาจนิยมและการใช้ความรุนแรงในการแก้ไขปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยยึดหลักสิทธิมนุษยชนและความสมานฉันท์ รวมถึงการเร่งคลี่คลายคดีนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน (Human Rights Defenders) ที่ไม่มีความคืบหน้าใดๆ ในรัฐบาลที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นกรณีการอุ้มหายทนายสมชาย นีละไพจิตร การลอบสังหารนายเจริญ วัดอักษร พระสุพจน์ สุวโจ และความรุนแรงในพื้นที่เสี่ยงจากความขัดแย้งในสงครามการแย่งชิงทรัพยากรระหว่างกลุ่มทุนผู้อิทธิพลกับชุมชน โดยรัฐบาลจะต้องมีนโยบายในการปกป้องคุ้มครองนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนในพื้นที่เสี่ยงภัยอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการจัดทำ บัญชีขาว (White List)&amp;nbsp; เพื่อให้ความช่วยเหลือและปกป้องนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนที่ตกอยู่ในภาวะเสี่ยงภัย เพื่อให้ไม่ซ้ำรอยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในอดีตซึ่งมีการคุกคาม ข่มขู่และลอบสังหารอย่างแพร่หลาย&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;2.รัฐบาลจะต้องปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ เพื่อลดการละเมิดสิทธิมนุษยชนในกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะการซ้อม-ทรมาน การฆ่านอกระบบกฎหมาย และการอุ้มหาย เพื่อให้กระบวนการยุติธรรมสามารถมีบทบาทในการปกป้องและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนได้อย่างแท้จริง โดยเฉพาะต้องทบทวนการให้อำนาจสอบสวน-สืบสวนแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจโดยไม่มีการคานอำนาจอย่างเหมาะสม ซึ่งจำเป็นต้องมีการปฏิรูปตำรวจอย่างเร่งด่วน รวมถึงกฎหมายที่ล้าหลังและขัดหลักสิทธิมนุษยชนสากล&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;3.รัฐบาลจะต้องให้สัตยาบันเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาด้านสิทธิมนุษยชนที่สำคัญ โดยเฉพาะ ธรรมนูญศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC)&amp;nbsp; ที่รัฐบาลของอดีตนายกรัฐมนตรี นายชวน หลีกภัย ได้ไปลงนามไว้แล้ว และอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการถูกบังคับให้บุคคลสูญหาย และดำเนินการแก้ไขกฎหมายให้สอดรับกับอนุสัญญาต่างๆ เพื่อสร้างบรรทัดฐานด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศไทยให้ทัดเทียมสากล รวมถึงในด้านสิทธิแรงงาน รัฐบาลต้องให้สัตยาบันต่ออนุสัญญาขององค์กรแรงงานระหว่างประเทศ&amp;nbsp; ฉบับที่ 87 และ 98 โดยเร่งด่วน&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;4. รัฐบาลจะต้องยกเลิก พ.ร.ก. การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และแก้ไขกฎหมายที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน เช่น พ.ร.ก. การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ปรับปรุง พ.ร.บ.กฎอัยการศึก และถอนร่างกฎหมายที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง เช่น ร่างกฏหมายเกี่ยวกับการชุมนุมสาธารณะ และ &lt;A href=&quot;http://www.inet.co.th/computer_act/&quot;&gt;พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์&lt;/A&gt;&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;&lt;B&gt;ด้านปัญหาประชาธิปไตย การปฏิรูปการเมืองและรัฐธรรมนูญ&lt;/B&gt;&lt;B&gt;&lt;/B&gt;&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;1.รัฐบาลจะต้องคลี่คลายปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมา โดยยึดหลักนิติธรรมและความสมานฉันท์อย่างเคร่งครัด จะต้องมีการดำเนินการสอบสวนลงโทษผู้กระทำผิดที่ก่อความรุนแรงอย่างไม่เลือกปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นความรุนแรงที่มาจากเจ้าหน้าที่รัฐหรือบุคคลกลุ่มใดก็ตาม เพื่อสร้างหลักประกันให้สังคมต่อสวัสดิภาพและความปลอดภัยของพลเมืองในอนาคต โดยเฉพาะเหตุการณ์ความรุนแรงทีเกี่ยวข้องกับการชุมนุมมวลชนที่ผ่านมา&amp;nbsp; ทั้งจะต้องลงโทษเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เลือกปฏิบัติ และยอมตนป็นเครื่องมือทางการเมืองของนักการเมืองและผู้มีอิทธิพล ทั้งทางวินัยและอาญา&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;2.รัฐบาลจะต้องรับรองสิทธิเสรีภาพของประชาชนตามหลักกติกาสากลว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองที่ประเทศไทยเป็นภาคีอยู่อย่างเคร่งครัดในห้วงแห่งความขัดแย้งที่ยังไม่คลี่คลาย โดยการสนับสนุนสิทธิมนุษยชนของทุกฝ่ายภายใต้กติการะหว่างประเทศ ในการบริหารราชการแผ่นดิน การดำเนินนโยบายของรัฐบาล และการปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐส่วนต่างๆ จะต้องไม่เลือกปฏิบัติและรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;3.รัฐบาลจะต้องผลักดันการปฏิรูปการเมืองและสังคมใหม่โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วม ในรูปของสภาปฏิรูปการเมืองหรือคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง เพื่อนำไปสู่การปฏิรูปรัฐธรรมนูญในส่วนที่ไม่เป็นประชาธิปไตยในอนาคต จากการมีส่วนร่วมของสังคม โดยไม่ให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อประโยชน์แก่กลุ่มผลประโยชน์กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเป็นการเฉพาะ อันจะเป็นการลดความขัดแย้งลงในระยะยาว&amp;nbsp;&lt;/P&gt;
&lt;P align=right&gt;คณะกรรมการรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชน (ครส.)&lt;/P&gt;
&lt;P align=center&gt;&lt;B&gt;.............................................................................&lt;/B&gt;&lt;B&gt;&amp;nbsp;&lt;/B&gt;&lt;/P&gt;
&lt;P align=center&gt;&lt;B&gt;ข้อเสนอศูนย์ประสานงานเยาวชนเพื่อประชาธิปไตย (&lt;/B&gt;&lt;B&gt;YPD)&lt;/B&gt;&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;ศูนย์ประสานงานเยาวชนเพื่อประชาธิปไตย (YPD) ในฐานะองค์กรคนหนุ่มสาวที่มีบทบาทในการทำงานด้านสิทธิมนุษยชนร่วมกับองค์กรสิทธิมนุษยชนต่างๆในประเทศไทยมาโดยตลอด มีข้อเสนอต่อรัฐบาลชุดใหม่ ภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ดังต่อไปนี้ &lt;/P&gt;
&lt;P&gt;1. รัฐบาลจะต้องเร่งดำเนินการ&lt;B&gt;คลี่คลายความยุติธรรมและสืบสวนเหตุการณ์การใช้ความรุนแรง การละเมิดสิทธิมนุษยชน&lt;/B&gt;ต่างๆ ในอดีตที่ผ่านมา เพื่อนำผู้กระทำผิดที่ลอยนวลมารับโทษตามกระบวนการยุติธรรม ไม่ว่าจะเป็นกรณีสงครามยาเสพติด&amp;nbsp; ปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้&amp;nbsp; การเผาทำลายหมู่บ้านแม่มูนมั่นยืน สมัชชาคนจน&amp;nbsp; มาจนถึง กรณีการสลายการชุมนุมที่รุนแรงเกินกว่าเหตุและการปะทะกันของมวลชนกลุ่มต่างๆ ในพื้นที่ต่างๆ โดยเฉพาะ&lt;B&gt;กรณีเหตุการณ์สลายการชุมนุมด้วยความความรุนแรงเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551&lt;/B&gt;&amp;nbsp; ด้วยความเป็นกลางและเป็นธรรม ปราศจากการเลือกปฏิบัติไม่ว่าฝ่ายใด เพื่อเยียวยาสถานการณ์ความรุนแรงและการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ผ่านมา &lt;/P&gt;
&lt;P&gt;2. รัฐบาลต้องเคารพในสิทธิเสรีภาพของประชาชนทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียมกันตามหลักสิทธิมนุษยชนสากล&amp;nbsp; ไม่แทรกแซงสื่อและเลือกปฏิบัติต่อฝ่ายที่มีความขัดแย้งกับรัฐบาล &lt;B&gt;รัฐบาลต้องทำหน้าที่เป็นผู้ประสานรอยร้าวในสังคมโดยไม่เป็นผู้สร้างความแตกแยกเสีย&lt;/B&gt;เอง&amp;nbsp; ทั้งนี้ รัฐบาลต้องตระหนักว่า การปิดกั้นสิทธิเสรีภาพของประชาชนจะกระทำไม่ได้ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายตรงข้ามของรัฐบาลก็ตามซึ่งท้ายที่สุดรัฐบาลจะแพ้ภัยตัวเอง ดังตัวอย่างในยุครัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร &amp;nbsp;ยุครัฐบาลพลเอกสุรยุทธ จุลานนท์&amp;nbsp;&amp;nbsp; หรือยุครัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช&amp;nbsp; ก็&lt;B&gt;ตาม เมื่อรัฐบาลพยายามปิดกั้นพื้นที่ของฝ่ายตรงข้ามสูงมากเพียงใด&amp;nbsp; กระแสการต่อต้านยิ่งสูงขึ้นเท่านั้นเป็นปฏิกิริยาต่อกัน &lt;/B&gt;&lt;B&gt;&amp;nbsp;&lt;/B&gt;&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;3. รัฐบาลจะต้องดำเนินการทบทวน&lt;B&gt;แก้ไขหรือยับยั้งนโยบาย&amp;nbsp; กฎหมาย ที่กระทบต่อสภาพสิทธิและสิทธิมนุษยชนของประชาชน&lt;/B&gt; โดยเฉพาะโครงการต่างๆ ของรัฐที่ผ่านมาทั้งหมด&amp;nbsp; ที่ส่งผลต่อความขัดแย้ง กระบวนการไม่ชอบธรรม มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสร้างความเดือดร้อนต่อประชาชนหรือชุมชน&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หรือมีปัญหาการทุจริตคอรัปชั่น และผลประโยชน์ทับซ้อน&amp;nbsp; &lt;/P&gt;
&lt;P&gt;4. รัฐบาลจะต้องแสดง&lt;B&gt;ความโปร่งใส พร้อมกับการถูกตรวจสอบจากองค์กรอิสระและภาคประชาชน&lt;/B&gt; ในการบริหารราชการแผ่นดินและการดำเนินนโยบายต่างๆ ที่อาจเป็นข้อครหาในเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน โดยรัฐบาลจะต้องผลักดันให้เกิด &lt;B&gt;กฎหมายต่อต้านการคอร์รัปชั่น&lt;/B&gt; เพื่อเอาผิดต่อนักการเมืองและข้าราชการกังฉินอย่างเด็ดขาด เช่นประเทศเกาหลีและญี่ปุ่น ซึ่งมีการเอาผิดการคอร์รัปชั่นอย่างจริงจัง เพื่อสร้างบรรทัดฐานใหม่ของการเมืองไทย&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;5. รัฐบาลต้องจัดให้มีการปฏิรูปการเมืองโดยการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างแท้จริง โดยดำเนินการจัดตั้ง &lt;B&gt;สภาเพื่อการปฏิรูปการเมือง&lt;/B&gt;&amp;nbsp;จากภาคประชาชนทุกกลุ่มสาขา&amp;nbsp;เพื่อเข้ามาทำหน้าที่ในการปฏิรูปการเมือง ออกแบบรัฐธรรมนูญอย่างมีส่วนร่วม ออกแบบระบบเศรษฐกิจ สังคมที่เป็นธรรม&amp;nbsp; สร้างรัฐสวัสดิการ การกระจายโอกาสที่เป็นธรรมกับประชาชน&amp;nbsp; และสร้างการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในทุกระดับ&amp;nbsp; เพื่อเป็นพื้นฐานของสังคมที่จะป้องกันวิกฤตความขัดแย้งอันเกิดจากความไม่เท่าเทียม และไม่เป็นธรรมในสังคมต่อไป&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;6. &lt;B&gt;รัฐบาลต้องดำเนินนโยบายสังคม-ประชาธิปไตย(Social Democracy)&lt;/B&gt; เพื่อปฏิรูปประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจที่เป็นธรรมแก่ภาคแรงงานและเกษตรกร สร้างโอกาสการแข่งขันทางเศรษฐกิจที่เป็นธรรมปราศจากการผูกขาด &amp;nbsp;ส่งเสริมการคุ้มครองผู้บริโภคให้เข้าถึงสินค้าและการบริการที่เป็นธรรม&amp;nbsp; ส่งเสริมให้มีการปฏิรูประบบภาษีและการกระจายรายได้ที่เป็นธรรม&amp;nbsp; จัดเก็บภาษีทรัพย์สิน  มรดกอัตราก้าวหน้า&amp;nbsp; ปฏิรูปที่ดินโดยการกระจายโอกาสให้แก่คนยากจน&amp;nbsp; สร้างการกระจายรายได้และโภคทรัพย์ที่เป็นธรรม&amp;nbsp; รวมถึงการสร้างโอกาสการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน&amp;nbsp; โดยแนวนโยบายสาธารณะต่างๆต้องดำเนินการโดยการมีส่วนร่วมของประชาชนทุกขั้นตอน&amp;nbsp; และต้องปฏิรูปกฎหมายเพื่อให้เกิดพรรคการเมืองใหม่ๆ ที่มีความหลากหลายทางอุดมการณ์มากไปกว่าแนวทางเสรีนิยม&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;&amp;nbsp;7. รัฐบาลต้องเร่งเดินหน้า &lt;B&gt;ปฏิรูปการศึกษา&lt;/B&gt; เป็นนโยบายหลัก&amp;nbsp; โดยมุ่งเน้นเรื่องการกระจายโอกาสทางการศึกษา ให้เป็นสวัสดิการที่ประชาชนทุกกลุ่มมีสิทธิเข้าถึงได้โดยไม่เป็นภาระ เน้นการศึกษาที่ส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพที่หลากหลายของผู้คน&amp;nbsp; สร้างสังคมแห่งการเรียนรู้(Knowledge Base Society)ผ่านสื่อสารมวลชนและสถานที่สาธารณะต่างๆ ที่เด็ก เยาวชน ครอบครัวสามารถมาใช้ประโยชน์ได้ยามว่าง สนับสนุนภาคประชาชนในการจัดการศึกษาการเมืองภาคพลเมือง(Civic Education) &amp;nbsp;&amp;nbsp;และสนับสนุนการทำกิจกรรมนอกหลักสูตรของกลุ่มเครือข่ายเยาวชนต่างๆ อย่างเต็มที่&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;8. ในการผลักดันร่างกฎหมายหรือดำเนินนโยบายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเด็กและเยาวชน&amp;nbsp;&amp;nbsp; จะต้องดำเนินการโดยการมีส่วนร่วมของเด็กและเยาวชนในทุกกระบวนการ&amp;nbsp; ตั้งแต่ขั้นตอนการรับฟังความคิดเห็นจนถึงการมีตัวแทนเข้าไปทำหน้าที่ในชุดคณะกรรมการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างมีส่วนรวม&amp;nbsp;&amp;nbsp; รวมถึงการ&lt;B&gt;ปฏิรูปสภาเด็กและเยาวชนในระดับต่างๆ&lt;/B&gt; ทั้งระบบให้สามารถทำหน้าที่เป็นผู้แทนเด็กและเยาวชนได้อย่างชอบธรรม&amp;nbsp; และสามารถผลักดันกลไกการพัฒนาเด็กและเยาวชนไทยได้อย่างแท้จริง เพื่อรองรับวิกฤติปัญหาสังคมในอนาคตในโลกโลกาภิวัตน์ได้อย่างเท่าทัน&lt;/P&gt;
&lt;P align=right&gt;ศูนย์ประสานงานเยาวชนเพื่อประชาธิปไตย (YPD)&lt;B&gt;&amp;nbsp;&lt;/B&gt;&lt;/P&gt;
&lt;P align=center&gt;&lt;B&gt;.............................................................................&lt;/B&gt;&lt;B&gt;&lt;/B&gt;&lt;/P&gt;
&lt;P align=center&gt;&lt;B&gt;&amp;nbsp;&lt;/B&gt;&lt;B&gt;ข้อเสนอคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.)&lt;/B&gt;&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;&amp;nbsp;ตลอดระยะเวลากว่ายี่สิบปีที่คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) และเครือข่ายภาคประชาชน มีประสบการณ์ในการทำงานอย่างใกล้ชิดกับประชาชนทั้งในภาคชนบท และภาคเมือง และมีความร่วมมือกับนักวิชาการ ประชาสังคม และนักปฏิบัติการทางสังคมกลุ่มต่าง ๆ&amp;nbsp;&amp;nbsp; กป.อพช. ได้จับตาดูทิศทางและนโยบายของรัฐบาลของพรรคการเมืองต่าง ๆ ที่ผลัดเปลี่ยนกันมาบริหารประเทศและมีความเห็นว่า&amp;nbsp; ทุกรัฐบาลล้วนแต่มีทิศทางที่มุ่งเน้นการสร้างความเติบโตทางเศรษฐกิจ การขยายตัวของภาคอุตสาหกรรม พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ เปิดเสรีการค้า การเงิน การลงทุน&amp;nbsp; เปลี่ยนแปลงระบบเกษตรกรรมไปสู่การตอบสนองตลาดและการส่งออก กระตุ้นการบริโภคของประชาชน แต่ความเติบโตทางเศรษฐกิจดังกล่าว นอกจากมิได้ถูกกระจายอย่างทั่วถึงและเป็นธรรมระหว่างกลุ่มคนต่างๆ แล้วกลับสร้างปัญหาความเหลื่อมล้ำระหว่างกลุ่มคน&amp;nbsp; มีการละเมิดสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมอย่างกว้างขวาง เกิดความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการสูญสลายของสังคมชุมชนท้องถิ่น และมีแนวโน้มจะนำไปสู่ความขัดแย้งทางสังคมที่รุนแรงขึ้น&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;ยิ่งไปกว่านั้นโลกกำลังเผชิญหน้ากับวิกฤตทุกด้านไม่ว่าจะเป็นวิกฤตอาหาร วิกฤตพลังงาน ภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงนำไปสู่ภัยพิบัติทางธรรมชาติบ่อยครั้งขึ้นเรื่อย ๆ&amp;nbsp; ไปจนถึงวิกฤตการเงิน หรือที่เรียกว่า วิกฤตแฮมเบอเกอร์ ที่เริ่มต้นที่สหรัฐอเมริกา ลุกลามไปทั่วยุโรป&amp;nbsp; และมีแนวโน้มจะเกิดเป็นภาวะเศรษฐกิจถดถอยอย่างรุนแรงทั่วโลก ภาวะเศรษฐกิจถดถอยนี้ก็จะส่งผลกระทบต่อประเทศไทยอย่างรุนแรงโดยเหตุที่ระบบเศรษฐกิจของไทยพึ่งพาตลาดต่างประเทศถึงกว่า &amp;nbsp;70%&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;กป.อพช.และเครือข่ายภาคประชาชน เห็นว่าเราสามารถก้าวพ้นภาวะยากลำบาก พลิกวิกฤตเป็นโอกาส หากได้มีการทบทวนทิศทางการพัฒนาประเทศ และเริ่มต้นกระบวนการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ที่วางอยู่บนพื้นฐานการพึ่งตนเอง รากฐานสังคมเกษตรกรรม สร้างการกระจายรายได้ที่เป็นธรรม ปฏิรูประบบภาษี การพัฒนาภาคเศรษฐกิจจริง การพัฒนาตลาดภายในประเทศ การส่งเสริมความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจชนบท และประการสำคัญต้องให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชน ชุมชนท้องถิ่น&amp;nbsp; ส่งเสริมการรวมตัวและการสร้างเข้มแข็งแก่เกษตรกรรายย่อย &amp;nbsp;สนับสนุนสิทธิของแรงงาน ส่งเสริมสิทธิในการรวมตัวและการเจรจาต่อรองของผู้ใช้แรงงานอย่างจริงจัง&amp;nbsp; การคุ้มครองและการสร้างหลักประกันทางสังคมให้แก่แรงงานนอกระบบ&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;กป.อพช.และเครือข่ายภาคประชาชนขอนำเสนอความเห็น ข้อเสนอแนะเพื่อประกอบการจัดทำนโยบายของรัฐบาล ดังต่อไปนี้&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;1.&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการปฏิรูปการเมืองและสังคม โดยเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชนทุกกลุ่ม เพื่อกำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาโครงสร้างทางการเมือง ทางเศรษฐกิจ และทางสังคมทั้งระบบ ภายในระยะเวลาหกเดือน และรัฐบาลต้องนำข้อเสนอของคณะกรรมการดังกล่าวไปดำเนินการให้บรรลุผล&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;2.&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการไต่สวนระดับชาติที่เป็นอิสระจากรัฐเพื่อสอบสวนกรณีความขัดแย้งทางการเมืองและความรุนแรงในช่วงระยะ 1 ปีที่ผ่านมา และต้องนำผลการสอบสวนไปดำเนินการทางกฎหมายอย่างจริงจังและเสมอหน้ากัน เพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตทางการเมืองและส่งเสริมความสมานฉันท์และทำให้หลักนิติธรรมสามารถเป็นจริงได้ในสังคมไทย&amp;nbsp; &lt;/P&gt;
&lt;P&gt;3.&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ให้ดำเนินการจัดทำแผนนิติบัญญัติ เพื่อออกกฎหมายที่ต้องออกตามรัฐธรรมนูญ เช่น พรบ.การเข้าชื่อเสนอกฎหมาย พรบ.องค์กรอิสระจัดสรรคลื่นความถี่แห่งชาติ พรบ.องค์กรอิสระด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ&amp;nbsp; พรบ.คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พรบ.องค์กรอิสระด้านผู้บริโภค, พรบ.จัดตั้งองค์กรเพื่อการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม พรบ.จัดตั้งองค์กรเพื่อการปฏิรูปกฎหมาย และกฎหมายอื่นๆ ที่อยู่ระหว่างการผลักดันขององค์กรภาคประชาชน&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;4.&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ให้มีการทบทวน ปรับปรุงกลไก และคณะทำงานที่รัฐบาลทุกชุดที่ผ่านมาเคยได้จัดตั้งขึ้นเพื่อการแก้ไขปัญหาของประชาชนกลุ่มต่าง ๆ&amp;nbsp; ให้เป็นคณะกรรมการระดับชาติที่มีมีภารกิจในการบูรณาการการแก้ปัญหา โดยไม่ติดอยู่กับข้อจำกัดกรอบการปฏิบัติหน้าที่ของแต่ละกระทรวงที่เกี่ยวข้องและดำเนินการให้ต่อเนื่องต่อไป&amp;nbsp; &lt;/P&gt;
&lt;P&gt;5.&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การปฏิรูประบบภาษี โดยให้มีการเก็บภาษีทรัพย์สิน-ภาษีมรดกในอัตราก้าวหน้า เพื่อนำมาใช้ในการจัดสวัสดิการสังคม&amp;nbsp; ซึ่งเป็นมาตรการในการลดปัญหาความเหลื่อมล้ำและช่องว่างในสังคม&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;6.&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การปฏิรูปที่ดิน จำกัดการถือครองที่ดิน เพื่อกระจายสิทธิแก่เกษตรกรที่ไร้ปัจจัยในการผลิต &lt;/P&gt;
&lt;P&gt;7.&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การส่งเสริมเศรษฐกิจชนบท โดยสนับสนุนความเข้มแข็งภาคเกษตรกรรม ปรับโครงสร้างการผลิตการเกษตร มุ่งเน้นการปรับลดต้นทุนการผลิต การพัฒนาและสนับสนุนเกษตรกรรมยั่งยืนสน&amp;nbsp; สนับสนุนเกษตรกรรายย่อยทั้งด้านการบริการโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี ทุนเพื่อการผลิต การแปรรูป การตลาด การพัฒนาวิสาหกิจชุมชน รวมถึงส่งเสริมการรวมตัวและเสริมสร้างความเข้มแข็งของเกษตรกรรายย่อย&amp;nbsp; &lt;/P&gt;
&lt;P&gt;8.&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เร่งรัดการแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกรตามแนวทางของกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร และต้องมีการปรับโครงสร้างการบริหารกองทุนฯให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ&lt;/P&gt;
&lt;P&gt;9.&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รัฐบาลต้องมีนโยบายคุ้มครอง จัดสวัสดิการ และประกันการว่างงาน ให้แก่แรงงานทุกประเภท ทั้งในระบบ นอกระบบ และแรงงานข้ามชาติ &lt;/P&gt;
&lt;P&gt;10.&amp;nbsp; ให้มีการจัดตั้งกองทุนบำนาญผู้สูงอายุ เพื่อเป็นสวัสดิการสำหรับผู้ที่เคยสร้างคุณูปการให้แก่สังคมและรองรับการที่สังคมไทยกำลังก้าวเข้าสู่การเป็นสังคมของผู้สูงอายุ โดยการมีส่วนร่วมของรัฐบาล องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และการออมของประชาชน เพื่อเป็นสวัสดิการถ้วนหน้าของผู้สูงอายุที่พ้นจากวัยทำงาน แทนเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุในปัจจุบันที่มีผู้สูงอายุจำนวนน้อยเท่านั้นที่ได้รับการสงเคราะห์ &lt;/P&gt;
&lt;P&gt;กป.อพช.และเครือข่ายภาคประชาชนจะใช้แนวนโยบายเหล่านี้ในการติดตาม ตรวจสอบ การบริหารประเทศของรัฐบาลอย่างต่อเนื่องและจริงจังตามวิถีทางประชาธิปไตยทุกประการ&amp;nbsp;&lt;/P&gt;
&lt;P align=right&gt;คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.)&amp;nbsp;&lt;/P&gt;&lt;br&gt;&lt;font size=1&gt;สำนักข่าวประชาธรรม &amp;nbsp;&gt;&amp;nbsp;รายงานพิเศษ&amp;nbsp;&gt;&amp;nbsp;รายงานพิเศษ&lt;/font&gt;</description>
						<link>http://www.newspnn.com/detail.php?dataid=6025</link>
						<pubDate>5 Jan 2009 ,16:52:36</pubDate>
						<enclosure url="http://www.newspnn.com/upfiles/cp_r1_05012009_01"  length="3000" type="image/jpeg" />
					</item><item>
						<title>ธเนศวร์ เจริญเมืองชี้ การเมืองท้องถิ่นเป็นยาชะลอวิกฤต</title>
						<description>&lt;P class=MsoNormal style=&quot;MARGIN: 0cm 0cm 0pt; mso-margin-top-alt: auto; mso-margin-bottom-alt: auto&quot; align=left&gt;ในท่ามกลางวิกฤติทางการเมืองของประเทศไทย ข้อที่น่าสนใจ คือ องค์การปกครอง ส่วนท้องถิ่นแทบจะไม่ได้รับผลกระทบใดๆ จากวิกฤติการเมืองระดับบนที่ยืดเยื้อยาวนาน และยังไม่จบลงง่ายๆ&lt;/P&gt;
&lt;P class=MsoNormal style=&quot;MARGIN: 0cm 0cm 0pt; mso-margin-bottom-alt: auto&quot; align=left&gt;&lt;STRONG&gt;รศ.ดร.ธเนศวร์ เจริญเมือง&lt;/STRONG&gt; อาจารย์คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ ม.เชียงใหม่ มองปรากฏการณ์ที่เกิด ขึ้นในมิติที่น่าสนใจยิ่ง&lt;BR&gt;&lt;/P&gt;
&lt;P class=MsoNormal style=&quot;MARGIN: 0cm 0cm 0pt; mso-margin-bottom-alt: auto&quot; align=left&gt;&amp;nbsp;&lt;/P&gt;
&lt;P class=MsoNormal style=&quot;MARGIN: 0cm 0cm 0pt; mso-margin-bottom-alt: auto&quot; align=center&gt;....................................................&lt;BR&gt;&lt;BR&gt;&lt;/P&gt;
&lt;P class=MsoNormal style=&quot;MARGIN: 0cm 0cm 0pt; mso-margin-bottom-alt: auto&quot; align=left&gt;เหตุใดถึงต้องมีทั้งผู้ว่าราชการจังหวัด และนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด เพราะตอนนั้นคนนิยม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นิยมพรรคไทยรักไทยเยอะ แย่งกันเป็นสมาชิกพรรค แย่งกันลงสมัครในนามพรรค มีอดีตสมาชิกสภา ผู้แทนราษฎร 23 คน อยู่ในเขตเดียวกัน ขณะที่ พรรคส่งผู้สมัครได้คนเดียว&lt;BR&gt;&lt;BR&gt;พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไม่รู้จะเอาพวกนี้ไปไว้ที่ไหน เมื่อมีข้อเสนอให้เลือกตั้งนายกองค์ การบริหารส่วนจังหวัด จึงเลือกข้อเสนอนี้ ส่งคน ไปเป็นนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด นายกองค์การบริหารส่วนตำบล ที่เลือกตั้งพร้อมกันทั่วประเทศ เมื่อปี 2546 และนายกเทศมนตรีเลือกตั้งหลายระดับ มีจุดดีตรงที่กระตุ้นให้คนจำนวนหนึ่งตื่นตัวทางการเมือง กลุ่มทุนใหญ่ใน ท้องถิ่นโดดออกมามีบทบาทเต็มที่ มีการสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์ สร้างคนรุ่นใหม่ขึ้นมาเกาะเกี่ยวกัน&lt;BR&gt;&lt;BR&gt;โครงการต่างๆ ที่ลงไปยังท้องถิ่นก็กระตุ้น ให้เกิดโอกาสใหม่ๆ สร้างกลุ่มคนใหม่ๆ มีผู้รับเหมา กลุ่มธุรกิจค้าขายต่างๆ เกิดขึ้น สังคมมีการ แตกตัวทางเศรษฐกิจอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ตั้งแต่ระดับจังหวัด ลงไปยังตำบล และชนบท&lt;BR&gt;&lt;BR&gt;การมองการเมือง ต้องมองระยะยาว มีการ เลือกตั้งองค์การบริหารส่วนตำบลมาแล้ว 16 ปี ช่วง 4 ปีแรก ผู้บริหารเป็นกลุ่มอำนาจเก่า กำนันเก่า ครูใหญ่เก่า พอระยะหลังเป็นกลุ่มธุรกิจรับ เหมา หรือทุนขนาดใหญ่เข้ามายึด&lt;BR&gt;&lt;BR&gt;จะเห็นได้ว่า การจัดรูปแบบการปกครอง ส่วนท้องถิ่นใหม่ กับการมีโครงการประชานิยมหลายอย่าง ลงไปในพื้นที่ ได้เปิดโอกาสใหม่ให้ กับกลุ่มคนต่างๆ มากขึ้น&lt;BR&gt;&lt;BR&gt;เมื่อองค์การบริหารส่วนตำบล ทำถนน ทำท่อ สร้างสนามกีฬา ห้องสมุด สระว่ายน้ำ สะพานเต็มพื้นที่ไปหมด พอทุกอย่างอิ่มตัว ก็จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง ก่อให้เกิดโครงการใหม่ๆ หรือมีคณะใหม่ๆ ขึ้นมาบริหาร&lt;BR&gt;&lt;BR&gt;นี่คือข้อดีของการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น มันมีการเปลี่ยนแปลง ผลัดเปลี่ยนคนขึ้นมา ดำรงตำแหน่ง เข้ามาทำงานไปตามระยะเวลาที่ กำหนด แต่สิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนคือ การกระจายตัวหรือการขยายตัวของกลุ่มทุน ที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา&lt;BR&gt;&lt;BR&gt;การขยายตัวของทุนลงสู่ท้องถิ่น มาพร้อม กับระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง เป็นทุนเสรีประชาธิปไตย ไม่ใช่ทุนผูกขาด ปัญหาที่เกิดขึ้นในทางปฏิบัติ ต้องกลับไปดูปัจจัยต่างๆ ผมเชื่อว่า เมื่อคนในท้องถิ่นรู้สึกเบื่อกลุ่มการเมือง หรือผู้บริหารทำท่าจะผูกขาดอำนาจ ผูกขาดผลประโยชน์ในท้องถิ่น จะมีคนไม่เห็นด้วย คนที่เข้ม แข็งกว่า บริหารงานเก่งกว่าก็ขึ้นมาล้ม&lt;BR&gt;&lt;BR&gt;มันเป็นการเปลี่ยนผ่านการผูกขาด ก่อให้ เกิดการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้าง เปลี่ยนกลุ่ม อิทธิพล เปลี่ยนความคิดคน ประเด็นปัญหาใหม่ๆ ปัญหาสิ่งแวดล้อม โลกร้อน ต้องอาศัยกลุ่มคนใหม่ๆ ขึ้นมาจัดการ เพราะคนเก่าอาจจะทำได้ไม่ดี หรือทำไม่ได้&lt;BR&gt;&lt;BR&gt;หลายคนขอบคุณที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เปิดหน้าต